บดบังธรรมชาติในมุมมองอนุรักษ์การบุกรุกชายหาด มีเกือบทุกที่ เพราะอ้างว่า ทำตามความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มปริมาณ แต่ไม่คำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ต้องมีให้คนเข้ามาสัมผัส..ไม่เช่นนั้น เมืองไทยจะขายอะไร หากไม่ใช่ การท่องเที่ยว นายสุรพงศ์ ปัญญาไวย นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สาคู อ.ถลาง จ.ภูเก็ต กล่าวว่า การแก้ปัญหาการบุกรุกชายหาดในยาง ขอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นอำเภอ และจังหวัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ที่ดูแลพื้นที่สาธารณะ ร่วมกันเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว มิฉะนั้นจะมีการบุกรุกที่ดินสาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ เดือนหนึ่งมีผู้บุกรุกประมาณ 3-5 ราย อีกทั้งมีการต่อเติมร้านค้า และสร้างห้องน้ำบนที่ดินสาธารณะ ทำให้เกิดปัญหาน้ำเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มอาชีพต่าง ๆ อาทิ กลุ่มนวดแผนโบราณ กลุ่มร่มชายหาด มีอยู่ประมาณ 80-100 ราย ไม่มีรายได้เลย และชมรมผู้รักหาดในยาง ประมาณ 100 ราย ได้ทำหนังสือร้องเรียนมายัง อบต.สาคู และผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ดำเนินการแก้ไข แต่ทางท้องถิ่นไม่สามารถที่จะเข้าไปแก้ปัญหาโดยลำพังได้ เนื่องจากมีผู้บุกรุกเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายก อบต.สาคู กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา อบต.สาคู ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้บุกรุก และทำหนังสือไปยังอำเภอกับจังหวัด ก่อนหน้านี้ มีการเสนอรูปแบบไปยังจังหวัดภูเก็ต ในการจัดระเบียบชายหาดในยางให้แก่ผู้บุกรุก โดยมีการจัดตั้งร้านค้า เพื่อให้ย้ายจากที่บุกรุกไปอยู่ในสถานที่ดีขึ้น และถูกสุขลักษณะ ไม่มีการปล่อยน้ำเสียลงสู่หาด แต่ในระหว่างการก่อสร้าง ยังมีผู้ประกอบการบุกรุกที่ดินเพื่อขยายกิจการของตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนทำให้การแก้ปัญหาคาราคาซังมาจนถึงทุกวันนี้ นายสุรินทร์ โยธารักษ์ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการร้านค้าหาดในยาง กล่าววิงวอนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ขอให้เป็นเจ้าภาพจัดเวทีชาวบ้านในการแก้ปัญหาบุกรุกชายหาดในยาง โดยให้มีคนกลาง คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เข้ามาไกล่เกลี่ย โดยเชิญ อบต.สาคู ผู้ประกอบการ และชาวบ้าน มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหาข้อยุติ เพื่อให้ทัศนียภาพบริเวณชายหาดในยางมีความสวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ อยากฝากให้มีการแก้ปัญหาเรื่องขยะ และน้ำเสีย ไม่ปล่อยปละละเลย จนทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมเลวร้ายไปมากกว่านี้ ดังนั้น ทุกคนทุกฝ่ายจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและร่วมพัฒนาชายหาดในยางไปสู่ทิศทางที่ีดีอย่างยั่งยืน ขณะที่ นางสุวรรณา จำเริญภักดิ์ ประธานชมรมนวดแผนโบราณหาดในยาง กล่าวว่า หลังเปิดกลุ่มนวดแผนโบราณมาเป็นเวลา 7 ปี มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการวันละ 3-4 คน หรือมากกว่านั้น ซึ่งสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดีแก่ชาวบ้าน ส่วนเรื่องปัญหาน้ำเสีย อยากจะให้ทาง อบต.สาคู และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ประกอบการให้เร่งแก้ปัญหา หากปล่อยไว้อีก 10 ปี นักท่องเที่ยวจะไม่เดินทางมาเที่ยวชายหาดในยาง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อจังหวัดภูเก็ต ขณะที่ นายเคล วอลเลน นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย กล่าวว่า ปัญหาน้ำเสีย ทำให้ความรู้สึกในบรรยากาศของความสวยงามบริเวณชายหาดในยางหายไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวในอนาคต นายฐานันดร์ นราอาจ นักท่องเที่ยวชาวไทย กล่าวในฐานะที่เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวบริเวณชายหาดในยางมาอย่างต่อเนื่องนับสิบปี ว่า ปัจจุบันธรรมชาติถูกทำลายอย่างหนัก มีการก่อสร้างอาคารอย่างแออัดมาบดบังทัศนียภาพของชายหาด หากว่ายังเมินเฉยไม่แก้ปัญหา จะทำให้ความสวยงามของชายหาดหมดไป จึงอยากวิงวอนผ่านสื่อมวลชนถึงผู้มีอำนาจรัฐ สั่งการไปยังผู้ที่รับผิดชอบเร่งแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วนให้เกิดเป็นรูปธรรม.อำนวย ควบคุม