ค้นหา
FONTSIZE
ข่าว >> ข่าวหนังสือพิมพ์
เครือข่ายฯแจ้งเตือนธรณีพิบัติ เฝ้าระวังดินถล่ม..ลดความสูญเสีย (สกู๊ปแนวหน้า)

วันที่ 4 ก.พ. 2554
หนังสือพิมพ์แนวหน้า

"ดินถล่ม" !!!

ถือเป็นพิบัติภัยทางธรรมชาติ ที่น่าสะพรึงกลัวชนิดหนึ่ง ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา มีชีวิตมากมายต้องดับดิ้นภายใต้ซากกองปฐพี

เหตุการณ์ดินถล่มครั้งรุนแรงที่ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของเมืองไทย เกิดขึ้น ในปี 2531 ที่บ้านกะทูนเหนือ ต.กะทูน อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช ครานั้นมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากถึง 230 คน บ้านเรือนเสียหายประมาณ 1500 หลัง พื้นที่การเกษตรเสียหาย 6150 ไร่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1000 ล้านบาท รองลงมาเมื่อปี 2544 ที่ ต.น้ำก้อ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ มี ผู้บาดเจ็บ 109 คน เสียชีวิต 136 คน บ้านเรือนเสียหาย 188 หลัง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 645 ล้านบาท

ข้อมูลจาก กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า

"ดินถล่ม" (Landslide or Mass movement) เกิดจากการเคลื่อนที่ของมวลดิน หรือหิน ลงมาตามลาดเขาด้วยอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงของโลก โดยปกติ ดินถล่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ส่วนใหญ่ " น้ำ" จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดดินถล่มเสมอ โดยน้ำจะเป็นตัวลดแรงต้านทานในการเคลื่อนตัวของมวลดินหรือหิน และน้ำจะเป็นตัวที่ทำให้คุณสมบัติของดินที่เป็นของแข็งเปลี่ยนไปเป็นของไหลได้

สอดคล้องกับข้อมูลของ ศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก ภาควิชาวิศว กรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า ปัญหาดินถล่มเนื่องจากฝนตกหนัก ประกอบด้วยหลายสาเหตุผสมผสานกัน และค่อนข้างซับซ้อนใน บางพื้นที่ สาเหตุโดยทั่วไปประกอบด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้

1.ความลาดชัน ลาดชันของพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ทำให้เกิดการเคลื่อนของมวลดิน หรือดินถล่มได้ง่าย ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพทางธรณีวิทยาตามธรรมชาติไม่ใช่ สิ่งแปลกใหม่

2.การเสียกำลังรับน้ำหนักของดินหรือหิน เนื่องจากมีฝนเข้าไปลดกำลังของดินทำให้เกิดการไถลลื่นของดินลงมา

3.สาเหตุทางธรณีวิทยา อันเนื่องมาจากวัฎจักร ของการผุสลายของหิน การเปลี่ยนแปลงจากหินกลายมาเป็นดิน หินส่วนใหญ่มีความ แข็งแรงสูง เมื่อกลายมาเป็นดิน ความแข็งแรง ต่ำลงทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนสภาพภูมิประเทศตามธรรมชาติ ทั้งนี้ชนิดของหินจะมีผลต่อการ เกิดแผ่นดินถล่มอย่างมาก

4.สาเหตุประการต่อมาคือ การพัฒนาพื้นที่โดยขาดความเข้าใจ เช่น การตัดไหล่ทางหรือภูเขาซึ่งทำให้ความลาดชันเพิ่มขึ้นทำให้เกิดแผ่นดินถล่ม

5. สาเหตุสำคัญอีกอย่าง ซึ่งทุกคนทราบดีคือ การตัดไม้ทำลายป่า เมื่อมีการตัดไม้ทำลายป่า สิ่งที่เคยเป็นพืชปกคลุมดินหรือตัวปะทะ เมื่อมีน้ำฝนลงมาก็หายไป ทำให้น้ำสามารถชะผิวดินได้ง่าย รวมถึงซึมเข้าไปในดิน ทำให้ความชื้นหรือน้ำเข้าไปลดกำลังของดินที่อยู่ใต้ดินลึกยิ่งขึ้น ทำให้โอกาสเกิดแผ่นดินถล่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้ามีต้นไม้ รากของต้นไม้จะช่วยยึดผิวดินไว้ในเบื้องต้น การยึดผิวดินทำให้หน้าดินไม่ถูกชะล้างออกไป หรือเกิดการพังทลาย

6. ปริมาณน้ำฝนที่มากเกินไป ถ้ามีเหตุการณ์ฝนตกหนัก แม้ว่าจะมีพืชปกคลุมดินอย่างหนา แน่น แต่ฝนที่สะสมมานานสามารถที่จะซึมเข้าไปภายใต้ดิน บางส่วนจะถูกไหลชะล้างออกไปตามผิวดิน แต่บางส่วนจะถูกซึมเข้าไปใต้ดิน เนื่องจากปริมาณน้ำฝนมีปริมาณมาก การลดกำลังของดิน เมื่อมีน้ำเข้าไปหล่อลื่น ทำให้เกิดการพังทลายได้เช่นกัน

จากการสำรวจของกรมทรพยากรธรณี ยังพบว่าเมืองไทย มีพื้นที่เสี่ยงภัย ดินถล่มราว 51 จังหวัด กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ

สำหรับในเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือดินถล่มนั้น นางพรทิพย์ ปั่นเจริญ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมทรัพยากรธรณี ได้จัดตั้ง "เครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย" เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มอยู่อย่างปลอดภัย และได้รับผลกระทบจากดินถล่มน้อยที่สุด โดยได้ดำเนินการอบรมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับดินถล่ม และจัดตั้งเครือข่ายฯ แจ้งเตือนภัย โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

เครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย ได้จัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2546 จวบจนปัจจุบัน มีอาสาสมัครเข้าร่วมเครือข่ายฯ นับหมื่นคน มีการฝึกอบรม ซักซ้อมแผนรับมือ พิบัติภัยดินถล่มตลอดเวลา โดยกรมทรัพยากรธรณี จะทำหน้าที่ เป็นผู้ประสานงานและตรวจสอบความผิดปกติจากภาพถ่ายดาวเทียม และจอเรดาร์ และเมื่อพบความผิดปกติจะแจ้งไปยังเครือข่ายเฝ้าระวังและชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เตรียมพร้อมและรับมือได้ทันท่วงทีหากเกิดภัยดินถล่มขึ้นด้วย

นางพรทิพย์ บอกว่า ในฐานะที่กรมทรัพยากรธรณี เป็นหน่วยงานหลักในการสำรวจศึกษา บริหารจัด การทรัพยากรธรณีของประเทศ เพื่อหาแนวทาง หรือมาตรการในการลดผลกระทบ และลดความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนจากเหตุดินถล่ม จึงได้ดำเนินการประเมิน ด้วยการวิเคราะห์ ของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา เพื่อหาทางป้องกัน กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภาวะที่เกิดพายุ ฝนตก เพราะสิ่งที่ตามคือ การถล่มของหน้าดิน และ หินถล่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทาง กรมทรัพยากรธรณี ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน

นายสุชาติ เพชรประพันธ์ อดีต ผู้ใหญ่บ้านสวนอาย ต.ละอาย อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ผู้อยู่ในเหตุการณ์ ดินถล่มครั้งใหญ่ในปี 2531 เล่าว่า ครั้งนั้นหมู่บ้านตน ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งสวนยาง และ สวนผลไม้ แต่ในวันนี้ กรมทรัพยากรธรณี ได้เข้ามาช่วยเหลือและให้ความรู้ ความเข้าใจ ในวิธีป้องกันตนเอง ขณะที่เกิดพายุ หรือฝนตกหนัก จึงทำให้ตนและชาวบ้านสามารถเตรียมความพร้อม ในการป้องกันภัย จากดินถล่มได้อย่างทันท่วงที

"ตอนนี้ ชาวบ้านในสวนยาง จะมีการจัดเวรยาม ขึ้นไปสังเกตการณ์ บริเวณต้นน้ำ ถ้ามีฝนตกหนัก มีการถล่มของดิน หรือมีน้ำป่าไหลหลาก จะมีการแจ้งเตือนลงมา เครือข่ายฯในหมู่บ้านจะเป่านกหวีด เพื่อส่งสัญญาณให้ชาวบ้านรู้ตัว เพื่อเตรียมตัวอพยพไปอยู่ที่สูง ซึ่งทางหมู่บ้านได้เตรียมพื้นที่ปลอดภัยไว้ให้ นอกจากนี้กรมทรัพยากรธรณี ได้จัดทำกระบอกวัดปริมาณน้ำฝน เพื่อใช้เฝ้าดู หากถึงระดับที่อันตรายจะมีการแจ้งเตือนชาวบ้านเตรียมพร้อมหนีภัยได้ทัน" เขาว่า

"ดินถล่ม" คือพิบัติภัยธรรมชาติที่มนุษย์ยากจะต้านทาน...

การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ และการเตรียมพร้อมเฝ้าระวัง ถือเป็นหนทางที่จะช่วยผ่อน

หนักให้เป็นเบา และลดความสูญเสียลงได้มาก

SCOOP@NAEWNA.COM

 

วันที่ 4/2/2011

กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 75/10 ถ.พระรามที่6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400
ติชมและเสนอแนะที่ : webmaster@dmr.mail.go.th