ค้นหา
FONTSIZE
ข่าว >> ข่าวหนังสือพิมพ์
"อีกแค่ 40 ปี" น้ำทะเลจะกลืนกินแผ่นดิน...

วันที่ 30 พ.ค. 2554
กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

จันทร์จิรา พงษ์ราย  
          
          "50,000 ไร่ ของฝั่งทะเลอันดามัน และอีก 5,000 ไร่ ในฝั่งทะเลอ่าวไทย เป็นตัวเลขเบื้องต้นที่ประเมินได้ว่า คือ ผืนแผ่นดินที่กำลังถูกกลืนหายไปจากน้ำทะเลในช่วง 40 ปีข้างหน้า"
          ข้อมูลนี้เป็นคำยืนยันของ เลิศสิน รักษาสกุลวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่ชี้ให้เห็นถึงอนาคตของชายฝั่งทะเลไทยที่กินความยาว 3,148 กิโลเมตร ตลอดแนวพื้นที่ 23 จังหวัด ครอบคลุม 17 จังหวัดฝั่งอ่าวไทยที่เริ่มจากอ่าวไทยรูปตัว ก. จน ไปถึงสุดปลายด้ามขวานที่ จ.นราธิวาส และ 6 จังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน นับจากระนองจนถึง จ.สตูล ซึ่งในภาพรวมพบว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมาชายทะเลทั้งสองฝั่ง กำลังเผชิญกับวิกฤติกัดเซาะอย่างรุนแรง โดยบางพื้นที่เฉลี่ย 5-10 เมตรต่อปี
          ปัจจุบันมีการสำรวจพบว่าทะเลอ่าวไทยที่มีความยาว 2,055 กิโลเมตร แต่มีการกัดเซาะคิดเป็นระยะทาง 730 กม. โดยเป็นลักษณะการกัดเซาะรุนแรง 176 กิโลเมตร ส่วนแถบอันดามัน มีการกัดเซาะ 100 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการกัดเซาะรุนแรง 20 กิโลเมตร ถ้าจะคิดเฉลี่ยชายทะเลที่หายไปทางอ่าวไทย จะค่อนข้างรุนแรงกว่าอันดามันเฉลี่ย 3 เมตรต่อปี หรือคิดอัตราเทียบเท่ากับชายทะเลหายไป 1,368 ไร่ต่อปี ขณะที่ฝั่งอันดามันอัตราเฉลี่ย 2 เมตร หรือเท่ากับชายทะเลหายไป 125 ไร่ต่อปี
          ถ้าลองคำนวณกันคร่าวๆ ภายใต้สมมติฐานที่ไม่ทำอะไรเพื่อป้องกันปัญหาในอีก 40 ปีข้างหน้า หรือ พ.ศ. 2593 ชายฝั่งอ่าวไทยจะหายไปราว 5 หมื่นไร่ ขณะที่ทางอันดามันจะหายไป 5 พันไร่ นั่นหมายความว่า แผนที่ประเทศไทยจะหดเข้าตลอดแนวจังหวัดริมทะเลทั้ง 23 จังหวัดนั่นเอง
          แม้ว่าในทางวิชาการจะจัดสถานภาพกัดเซาะชายฝั่ง 3 ประเภท คือ รุนแรงเกิน 5 เมตรต่อปี ปานกลาง 1-5 เมตรต่อปี และกัดเซาะต่ำ น้อยกว่า 1 เมตรต่อปี แต่ในข้อเท็จจริง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เพิ่งรายงานจุดวิกฤติใหม่ที่พบแนวโน้มอัตรากัดเซาะรุนแรง เกิน 10-20 เมตรต่อปี ได้แก่ อ.หนองจิก อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี อ.เมือง จ.นราธิวาส รวมทั้ง จ.สุราษฎร์ธานี แถวบ้านพอด อ.ดอนสัก เฉลี่ยปีละ 16 เมตร
          พื้นที่อื่นๆ ถ้าหายไปปีละ 5 เมตร เช่น เกาะแมว-บ้านแหลมหญ้า อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี หาดแสงจันทร์ อ.เมือง จ.ระยอง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี จ.นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะแถวแหลมตะลุมพุก และปากพนัง ส่วนสงขลา แถว อ.ระโนด
          ส่วนอ่าวไทยตอนในรูปตัว ก. คือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม มีอัตราการกัดเซาะเฉลี่ย 1-5 เมตรต่อปี โดยเฉพาะใน ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ สมุทรปราการ ในอดีตเคยมีปัญหากัดเซาะรุนแรงถึง 25 เมตรต่อปี แต่หลังมีการสร้างเขื่อนสลายพลังคลื่น ก็ช่วยให้อัตราการกัดเซาะลดลงเหลือมากกว่า 10 เมตรต่อปี
          กระนั้นก็ตาม เลิศสิน ยืนยันว่า การกัดเซาะดังกล่าวไม่ได้เกิดจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นที่ถูกกล่าวหาเป็นจำเลยต้นๆ ว่า น้ำทะเลจะสูงขึ้นในไม่ช้านี้ เพราะข้อเท็จจริงสาเหตุมาจากหลายปัจจัยทางธรรมชาติที่ผสมปนปนกัน ไม่ว่าจะเป็นลมมรสุมและพายุที่พัดเข้าฝั่งตามฤดูกาล กระแสน้ำ และลักษณะทางธรณีสัณฐานของชายฝั่งทะเล นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดิน และป่าชายเลนที่เคยเป็นปราการก็หายไป จนเหลือพื้นที่อยู่ราว 1.2 ล้านไร่เศษ
          เขายืนยันโดยอ้างข้อมูลทางธรณีสัณฐานที่ชี้ให้เห็นว่า ในอดีตเมื่อ 6,000 ปีที่ผ่านมา น้ำทะเลเคยท่วมไปจนถึงที่ลุ่มภาคกลาง ขึ้นไปถึงพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี ปราจีน และปทุมธานี ซึ่งห่างจากชายฝั่งปัจจุบัน 70 กิโลเมตร และไทยมีระดับทะเลสูงที่สุดสูงกว่าปัจจุบัน 4 เมตร โดยระดับทะเลจะค่อยๆ ถดถอยลงไปจนมาคงสภาพเหมือนปัจจุบันเมื่อ 900 ปีที่แล้ว หลักฐานนี้สรุปว่าน้ำทะเลยังไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น แต่เป็นเพราะระดับทะเลต่ำลง
          นอกจากนี้ การกัดเซาะก็มาจากมนุษย์ ถือเป็นภัยคุกคามที่ทำให้การกัดเซาะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาชายฝั่งทะเล เช่น การสร้างถนนเรียบชายหาด การสร้างท่าเรือ การถมทะเล และการทำโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะ ซึ่งนอกจากจะทำให้ตะกอนทรายไม่สามารถพัดกลับขึ้นฝั่ง และลงทะเลได้ตามธรรมชาติตามวัฏจักรของมันแล้ว กลับยิ่งสร้างปัญหากัดเซาะในจุดอื่นๆ เป็นลูกโซ่ตามมาอย่างเห็นได้ชัด
          "ชายหาดแสงจันทร์ จ.ระยอง เป็นหาดที่ไม่มีที่ไหนในโลกแล้ว เพราะมีลักษณะหาดเว้าเป็นเบ้าขนมครก ซึ่งสาเหตุมาจากการถมทะเลบริเวณมาบตาพุด บวกกับการสร้างทีกรอย (แนวป้องกันกัดเซาะ) เพื่อป้องกันการกัดเซาะ และยังมีถนนเลียบชายทะเลเข้าไปอีก ทำให้สภาพของหาดเหมือนรูปเสียววงพระจันทร์" เลิศสินย้ำ
          ขณะที่ความพยายามในการชะลอปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น พบว่ามีหลายหน่วยงาน ทั้งกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าไปจัดทำโครงสร้างทางวิศวกรรมยอดนิยมอย่างน้อย 3-4 รูปแบบ อาทิเช่น กำแพงกันคลื่นชายฝั่งทะเล รอดักตะกอน เขื่อนป้องกันคลื่นนอกชายฝั่งทะเล เพื่อเยียวยาในหลายพื้นที่ที่ประสบปัญหารุนแรง โดยพบว่าฝั่งอ่าวไทยมีโครงสร้างป้องกันกัดเซาะถึง 45 จุด ส่วนฝั่งอันดามันมีเขื่อนป้องกันกัดเซาะถึง 7 จุด
          โครงสร้างถาวรเหล่านี้ กำลังกลายเป็นปัญหาให้ทะเลที่ขาดปราการป้องกันต้องเผชิญกับการกัดเซาะตามมา เนื่องจากขาดการวางแผนและศึกษาถึงผลกระทบที่จะตามมาจากโครงสร้างริมทะเลเหล่านี้
          เกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) บอกว่า เฉพาะทะเลด้านอ่าวไทยนั้น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีการดำเนินการป้องกัน และแก้ไข รวมระยะทาง 87.7 กิโลเมตร หรือ 5.3% ส่วนฝั่งอันดามัน ระยะทาง 12.5 กม.หรือ 1.3% ของชายฝั่งทะเลนั่นเอง
          เกษมสันต์ ชี้ว่า ปัจจุบันแม้จะมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ภายใต้วงเงินกว่า 1.9 หมื่นล้านบาทไว้แล้ว แต่ ทช.ก็ยังให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบจากโครงสร้างทางวิศวกรรมที่หน่วยงานต่างๆ เคยจัดทำไว้ ในบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ครอบคลุมพื้นที่ จ.ชลบุรี ระยอง เพชรบุรี สงขลา และปัตตานี เพื่อดูว่าโครงสร้างทางวิศวกรรมริมทะเลเหล่านี้ ส่งผลกระทบทางบวก หรือทางลบ และยิ่งเพิ่มปัญหาการกัดเซาะให้รุนแรงขึ้นในจุดอื่นหรือไม่ โดยตั้งเป้าดำเนินการไว้ 6 เดือนก่อนจะสรุปผลประเมินให้กับคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต่อไป
          "ข้อค้นพบในตอนนี้ ก็คือ สิ่งก่อสร้างริมชายทะเลที่สร้างไว้ในอดีต แม้ว่าจะช่วยแก้ปัญหาการกัดเซาะได้เฉพาะจุดก็จริง แต่ก็ส่งผลกระทบทำให้เกิดการกัดเซาะที่รุนแรงในทะเลแห่งอื่นๆ ตามมาด้วย"
          เพื่อต้องหาคำตอบที่ชัดเจนและการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ทส. จึงประกาศให้มีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ที่ครอบคลุมการก่อสร้างริมทะเลไว้ด้วย ดังนั้น หน่วยงานที่จะทำโครงการ รวมทั้งสำนักงบประมาณ ก่อนจะอนุมัติงบให้กับพื้นที่ต้องดูด้วยว่าโครงการเหล่านั้นเข้าข่ายต้องปฏิบัติตามอีไอเอหรือไม่
          ส่วนการแก้ปัญหาการกัดเซาะที่ไม่ใช่โครงสร้างริมทะเล ซึ่งเป็นรูปแบบที่ ทช.เข้าไปสนับสนุนชาวบ้านในเขตพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ด้วยการใช้ไม้ไผ่มาปัก เพื่อลดความแรงของคลื่นเข้าฝั่ง และยังทำให้เกิดการสะสมของตะกอนที่ดำเนินไปแล้วราว 7 กม.นั้น ยังอยู่ในขั้นตอนประเมินว่าจะสามารถปลูกป่าชายเลนเป็นกำแพงเสริมเพิ่มเติม
          เกษมสันต์ บอกว่า นอกจากนี้ ยังมีวิธีการถมหาด หรือการนำทรายมาเติมในหาดที่ถูกกัดเซาะ เช่น หาดพัทยา ที่อยู่ระหว่างการศึกษาของนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์ ก็อาจเป็นรูปแบบใหม่ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการลงทุน รวมทั้งต้องดูโครงสร้างมวลทรายที่จะนำมาเติมด้วย
          ดังนั้น การจัดการปัญหากัดเซาะชายฝั่ง จึงไม่สามารถใช้รูปแบบทางวิศวกรรม เพื่อทำโครงสร้างแข็งในลักษณะเดียวกันทุกชายหาด เนื่องจากอาจไม่คุ้ม และยังเร่งให้แผ่นดินหายลงทะเลไปเร็วขึ้น... ซึ่งในอีก 40 ปีข้างหน้า น้ำทะเลจะเข้ามากลืนกินแผ่นดินแถบชายฝั่งแน่นอน
          
          ชายฝั่งทะเลอ่าวไทย กัดเซาะรุนแรง 5 เมตร/ปี
          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยข้อมูล การกัดเซาะชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย ตั้งแต่ภาคตะวันออก อ่าวไทยตอนบน และภายใต้ฝั่งอ่าวไทยจะเกิดขึ้นในทุกจังหวัดบริเวณพื้นที่ราบน้ำขึ้นถึงบริเวณป่าชายเลน บริเวณหาดทรายส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวเขตอุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัย
          จากการสำรวจพบว่าการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวไทย พื้นที่ที่มีอัตราการกัดเซาะรุนแรงเฉลี่ยมากกว่า 5 เมตร เกิดขึ้นใน 12 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี 35.21 กม. ฉะเชิงเทรา 7.89 กม. สมุทรปราการ 34.69 กม. สมุทรสาคร 33.45 กม. เพชรบุรี 49.75 กม. ประจวบคีรีขันธ์ 78.12 กม. สุราษฎร์ธานี 37.57 กม. นครศรีธรรมราช 126.87 กม. สงขลา 54.53 กม.ปัตตานี 61.94 กม. และนราธิวาส 44 กม. ทั้งนี้ ชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา จนถึงปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว และมีการกัดเซาะขั้นรุนแรงมากที่สุด
          ส่วนการกัดเซาะชายฝั่งทะเลด้านอันดามัน เกิดขึ้นน้อยกว่าชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยโดยพื้นที่ที่มีการกัดเซาะรุนแรงในอัตราเฉลี่ยมากกว่า 5 เมตรต่อปี ใน 5 จังหวัด คือ ระนอง 19.79 กม. ภูเก็ต 6.20 กม.กระบี่ 21.63 กม. ตรัง 18.80 กม. และสตูล 16.46 กม. โดยทั่วไปพบว่าการกัดเซาะชายฝั่งทะเลด้านอันดามันเกิดขึ้นในพื้นที่หาดทรายมากกว่าที่ราบน้ำขึ้นถึงต่อเนื่องกับป่าชายเลน

กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 75/10 ถ.พระรามที่6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400
ติชมและเสนอแนะที่ : webmaster@dmr.mail.go.th