ครม.อนุมัติชดเชยน้ำท่วมบ้านละ 5,000 บาท นายกฯสั่งเร่งจ่ายภายในสิ้นเดือนก.ย. กำชับให้รมต.ทุกคนลงตรวจพื้นที่ประสบภัย มหาดไทยรายงานยังมีอุทกภัยใน 10 จังหวัด เสียชีวิต 66 ราย น้ำเจ้าพระยาตอนล่างยังสูงไม่หยุด กรมชลฯ ห่วงเขื่อนภูมิพล ปริมาณน้ำมากสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เปิดใช้ อาจรับไม่ไหว ต้องเร่งระบายด่วน กทม.เตรียมกำลัง 700 นาย 24 ช.ม.รับมือน้ำเหนือ ที่อินทร์บุรี สิงห์บุรี จมหนัก ปิดโรงเรียน 21 แห่ง สุพรรณฯ น้ำขึ้นต่อเนื่อง ส่วนอ่างทองไม่คลี่คลาย กรุงเก่าโดน3 อำเภอ สลดแม่เฒ่าถูกน้ำท่วม ไฟฟ้ารั่วชอร์ตดับ ขณะที่เลย น้ำป่าภูหลวงซัดลูกช้างป่า อายุ5 เดือน ยังไม่หย่านม พลัดหลงกับแม่ ชาวบ้านช่วยไว้ทัน เตรียมปล่อยคืนป่าสู่อกแม่ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม.ว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติค่าชดเชยในส่วนของไร่อ้อย และข้าว ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และเห็นชอบช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจากเหตุการณ์พายุที่ผ่านมา ครอบครัวละ 5,000 บาท การที่ครม.เห็นชอบอนุมัติให้ครอบครัวละ 5,000 บาทไม่ใช่ 5,500 บาท ก็เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน เนื่องจากที่ผ่านมามีประชาชนบางส่วนได้รับค่าชดเชยไปแล้ว จึงคิดว่าควรยึดหลักการนี้เป็นพื้นฐานเดียวกัน อีกทั้งเร่งรัดรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและทางจังหวัดถึงขั้นตอนเบิกจ่ายค่าชดเชย เยียวยา เพื่อให้ตัดจ่ายไปถึงประชาชนได้เร็วขึ้น ผู้สื่อข่าวถามว่าเงินชดเชยจะถึงมือประชาชนเมื่อไหร่ นายกฯ กล่าวว่า ตามปกติแล้ว ภาคการเกษตรจะพิจารณาจ่ายเงินชดเชยหลังน้ำลดภายใน 90 วัน แต่เร่งรัดให้ทำเร็วขึ้นคืออยู่ในช่วงเวลา 60 วัน ส่วนบางพื้นที่ที่มีความเสียหายชัดเจนก็น่าจะสำรวจได้เร็วขึ้น เชื่อว่าบางส่วนจะตัดจ่ายได้ภายในสิ้นเดือนก.ย.นี้ส่วนการป้องกันทุจริตจ่ายเงินชดเชยนั้น ก็ย้ำกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยจะตรวจสอบร่วมกันหลายฝ่าย ทั้งจังหวัดและหน่วยงานต่างๆและมอบหมายให้รัฐมนตรีทุกคนลงไปเยี่ยมเยียนประชาชนในทุกจังหวัดที่ประสบภัย รวมทั้งมอบหมายให้นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่สำรวจ เพื่อหาเช่าพื้นที่สำหรับทำแนวรับน้ำ ป้องกันน้ำท่วมในกทม. และ จ.พระนครศรีอยุธยา รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผย ในการประชุมครม. น.ส.ยิ่งลักษณ์กำชับในที่ประชุม ครม.เรื่องแก้ปัญหาน้ำท่วมว่า ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องปากท้องประชาชนที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไข และจะต้องเดินหน้าแก้ปัญหาอุทกภัยโดยบูรณาการการทำงานร่วมกับผวจ. 9 จังหวัดและกำชับให้ ครม.ทุกคนลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมร่วมกับผวจ. และประสานงานกับนายยงยุทธวิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย โดยมอบหมายให้นายบัณฑูร สุภัควณิช เลขาธิการนายกฯ จัดคิวให้รัฐมนตรีเดินทางลงในแต่ละพื้นที่ และยังกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดูเรื่องการระบายน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วมในกทม.และนำภาพถ่ายทางอากาศมาประกอบการศึกษาเพื่อแก้ปัญหา ด้านนายภานุ แย้มศรี ผอ.ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะประธานการประชุมศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม(ศอส.) เปิดเผยว่า ยังคงมีอุทกภัยใน 10 จังหวัดได้แก่ สุโขทัย, พิจิตร, พิษณุโลก, นครสวรรค์,พระนครศรีอยุธยา, อ่างทอง, ชัยนาท, อุบลราชธานี, สิงห์บุรี, และนครปฐม มีผู้เสียชีวิต66 ราย สำหรับน้ำล้นตลิ่งในลุ่มน้ำต่างๆ ที่ยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ ลุ่มน้ำป่าสัก อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีปริมาณน้ำมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง นายภานุ กล่าวว่า ระยะนี้มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนของประเทศ ส่งผลให้ต้องระบายน้ำเพิ่มเติม ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจนถึงกลางเดือนก.ย. โดยสูงขึ้นวันละ 10-15 ซ.ม.ต่อวัน ขอเตือนประชาชนริม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา ให้เตรียมป้องกันภาวะน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะช่วงวันที่10-15 ก.ย. ระดับน้ำทะเลจะหนุนสูง หากมีฝนตกต่อเนื่องในช่วงนั้น อาจส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้รับผลกระทบ ขอให้ประชาชนเสริมแนวคันกั้นน้ำ พร้อมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ส่วนนายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ห่วงปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล ที่ขณะนี้มีปริมาณน้ำ 80 เปอร์เซ็นต์ คือ10,734 ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถรับน้ำเพิ่มได้อีกประมาณ 2,624 ล้านลูกบาศก์เมตรมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เปิดใช้เขื่อนมาและมีปริมาณน้ำมากเป็น 2 เท่าของปีก่อน หากมีฝนตกอีกถึงปลายเดือนก.ย.ถึงต้นเดือนต.ค.เขื่อนภูมิพลอาจรับไม่ไหว ต้องระบายน้ำออกจะทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นอีก ผู้สื่อข่าวรายว่า ขณะนี้เขื่อนขนาดใหญ่ในภาคเหนือ จำนวน 7 แห่ง มีปริมาณน้ำใกล้เต็มเกือบทุกเขื่อนแล้ว โดยเขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ 80 เปอร์เซ็นต์, เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ 94 เปอร์เซ็นต์, เขื่อนแม่งัด อ.แม่แตงจ.เชียงใหม่ 79 เปอร์เซ็นต์, เขื่อนแม่กวงอ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ 90 เปอร์เซ็นต์, เขื่อนกิ่วลม อ.เมือง จ.ลำปาง 48 เปอร์เซ็นต์, เขื่อนกิ่วคอหมา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง 75 เปอร์เซ็นต์,และเขื่อนแควน้อย อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก 88 เปอร์เซ็นต์ นายสัญญา ชีนิมิตร ผอ.สำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวถึงการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯว่า กรมชลประทานปล่อยน้ำเหนือจากเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนพระราม 6 ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,824 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่น้ำที่บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่ที่ 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถ้าระดับน้ำเกิน 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีกรุงเทพฯ จะได้รับผลกระทบ และไม่สามารถคาดได้ว่าน้ำเหนือจะมาถึงกรุงเทพฯ ในวันและเวลาใด แต่เตรียมอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ประจำประตูระบายน้ำ 200 กว่าจุด และเจ้าหน้าที่อีกกว่า 700 นาย พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งเฝ้าระวังติดตามชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ 13 เขต 27 ชุมชน 1,200 ครัวเรือน อย่างใกล้ชิดหากเกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง ก็จัดเตรียมพื้นที่สำหรับอพยพไว้แล้ว โดยใช้โรงเรียนในสังกัดและใกล้เคียง และใกล้เคียง สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดต่างๆ นั้น ที่จ.สิงห์บุรี แม่น้ำเจ้าพระยายังคงสูงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะที่ อ.อินทร์บุรี น้ำสูงขึ้นอีก 10 ซ.ม.ทางเทศบาลตำบลอินทร์บุรีเสริมแนวกระสอบทรายเพิ่มอีก 2 ชั้น ป้องกันน้ำทะลักท่วมตลาดอินทร์บุรี อีกทั้งท่วมโรงเรียน 21 แห่ง ทางผอ.โรงเรียนแต่ละแห่งต้องสั่งปิดการเรียนการสอน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ส่วนเขตเทศบาลเมืองสิงห์บุรี น้ำล้นตลิ่งท่วมชุมชนบางแคใน 135 ครัวเรือน ประชาชนต้องขนข้าวของมาอาศัยอยู่ใต้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ด้าน จ.สุพรรณบุรี ถนนหลายสายในตัวเมืองสุพรรณบุรี ถูกน้ำท่วมแล้ว ระดับน้ำสูงกว่าถนนพระพันวษา เส้นทางหลักกลางเมือง27 ซ.ม. และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะวัดริมแม่น้ำสุพรรณบุรี น้ำทะลักท่วมเช่นกันขณะที่ อ.บางปลาม้า น้ำเข้าท่วมบ้านเรือนริมแม่น้ำในช่วงกลางคืนที่ผ่านมา รวมทั้งตลาดเก้าห้อง เนื่องจากทางชลประทานต้องเร่งระบายน้ำ และแจ้งเตือนประชาชนริม 2 ฝั่งแม่น้ำสุพรรณฯ เสริมกระสอบทรายป้องกัน และขนย้ายสิ่งของมีค่าขึ้นบนที่สูง ขณะที่ จ.อ่างทอง สถานการณ์ยังหนักเนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยายังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ต.โผงเผง อ.ป่าโมก ถูกน้ำท่วมมานานกว่า 1 เดือน ล่าสุดยังมีปลิงควายระบาดจำนวนมาก เกาะดูดเลือดชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม ส่วนโรงเรียนอนุบาลวัดอ่างทอง อ.เมืองอ่างทอง ถูกน้ำท่วม ทางโรงเรียนสั่งปิดมาเป็นเวลา 2 วันแล้ว เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน รวมทั้งบริเวณวัดอ่างทองวรวิหารหน้าศาลากลางจังหวัดหลังเก่า น้ำท่วมสูงกว่า30 ซ.ม. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ปริมาณน้ำที่ระบายจากเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อย สูงขึ้นอีก 20 ซ.ม. บ้านเรือนที่อยู่ริมแม่น้ำ ตั้งแต่ อ.บางบาลอ.เสนา และ อ.ผักไห่ ถูกน้ำท่วมสูงขึ้นมากโดยเฉพาะ ต.บางหลวง ต.บางหัก ต.บ้านกุ่มต.น้ำเต้า อ.บางบาล และชาวบ้าน ต.บ้านใหม่ต.ผักไห่ ต.ท่าดินแดง ต.ลาดชิด อ.ผักไห่ น้ำท่วมสูงกว่า 3 เมตร ชาวบ้านอาศัยอยู่ในบ้านไม่ได้ เพราะระดับน้ำสูงถึงชั้น 2 ชาวบ้านบางรายต้องขึ้นไปอาศัยอยู่บนหลังคา และริมถนน ชาวบ้านอยากให้ทางราชการนำมุ้ง น้ำดื่ม และอาหารสำเร็จรูป อาทิ ข้าวกล่อง มาแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อนด้วย ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ธวัชชัย กุลทอง พนักงานสอบสวน สภ.ผักไห่ รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกไฟฟ้าชอร์ตเสียชีวิต ที่ห้องแถวไม้ 2 ชั้น เลขที่93 หมู่ 4 ต.ผักไห่ รุดไปที่เกิดเหตุอยู่ในสภาพน้ำท่วมสูงเกือบเมตร พบศพนางนิภา แซ่ลี้ อายุ79 ปี อยู่ข้างตู้เย็น สอบสวนนางสาวรัศมีพรณ์บัวพิมพ์ อายุ 42 ปี พยาบาล ร.พ.ผักไห่ลูกสาวผู้ตาย ให้การว่า ก่อนหน้านี้ไปรับแม่ไปอยู่บ้าน แต่แม่ไม่ยอมไปอยู่ด้วย ลูกๆ ทุกคนพยายามจะมารับทุกวัน หลังจากน้ำเข้าท่วมบ้านแม่จึงอยู่คนเดียว คาดว่าคงจะลุยน้ำไปเปิดตู้เย็นและถูกไฟฟ้าชอร์ตเสียชีวิต ด้าน จ.นครสวรรค์ ถูกน้ำท่วมแล้วเช่นกันใน อ.ชุมแสง อ.เก้าเลี้ยว อ.โกรกพระ อ.ท่าตะโก อ.พยุหคีรี อ.ตาคลี และ อ.เมืองนครสวรรค์ โดยในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลท่วมบ้านเรือนริมแม่น้ำ12 ชุมชน จำนวน 1,740 หลัง ประชาชนเดือดร้อน 5,220 คน ทางเทศบาลระดมเจ้าหน้าที่วางกระสอบทรายสร้างคันกั้นน้ำ และสูบระบายน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากปริมาณน้ำท่าจากลุ่มแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ไหลมารวมกันที่จ.นครสวรรค์ และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจะอยู่ในเกณฑ์สูงสุด 3,300-3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ไปจนถึงกลางเดือนก.ย. จ.ชัยนาท หลังจากเขื่อนเจ้าพระยาเร่งระบายน้ำ ปรากฏว่า อ.สรรพยา ที่อยู่ท้ายเขื่อนถูกน้ำท่วมแล้วที่ ต.หาดอาษา ต.ตลุก และต.โพนางดำออก โดยเฉพาะที่ ต.โพนางดำตกและเทศบาลตำบลเจ้าพระยา ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง หากกระสอบทรายพังจะทำให้น้ำท่วมทั้งหมด และอาจลามท่วมถนนสายชัยนาทสิงห์บุรี ทางจังหวัดขอกำลังสนับสนุนจากทหารกองบิน 4 ตาคลี มทบ.13 ลพบุรี ตำรวจตชด.13 วางกระสอบทรายป้องกันพื้นที่เสี่ยงในอ.สรรพยา ที่ล่าสุดได้รับผลกระทบแล้วกว่า700 หลังคาเรือน ส่วนสถานการณ์ที่ จ.พิษณุโลก นั้น นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ กรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภา และคณะ เดินทางมารับฟังและติดตามการทำงานตามโครงการบางระกำโมเดล แก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล โดยมีนายปรีชา เรืองจันทร์ ผวจ.พิษณุโลก และ นายสุวิทย์ วัชโรยางกูร ผวจ.พิจิตร ร่วมบรรยายสรุปผลการดำเนินงานว่า ที่ดำเนินการไปแล้ว คือให้ถุงยังชีพครบทุกครัวเรือน สิ่งที่กรม กระทรวงควรดำเนินการ คือ บรรจุโครงการวอเตอร์ เวย์สร้างอ่างเก็บน้ำเข้าไปในแผนชลประทาน และสุดท้าย คือ รัฐบาลต้องเร่งอนุมัติขยายวงเงินให้จังหวัดละ 50 ล้านบาท อีกทั้งควรเร่งแก้ไขลุ่มน้ำทั้งระบบ สนับสนุนเงินชดเชยช่วยเหลือเกษตรกร ปรับลด งด ขยายหนี้ของสถาบันการเงิน และเช่าพื้นที่เกษตรกร เพื่อทำแกล้มลิงในพื้นที่ชุ่มน้ำ และสร้างเขื่อนลุ่มน้ำยม ขณะที่ทางคณะกรรมาธิการรับจะนำไปรายงานให้นายกฯทราบต่อไป ด้านนายสุวิทย์ กล่าวว่า จ.พิจิตร ยังมีปัญหาน้ำท่วมในระดับวิกฤต 12 อำเภอ แม่น้ำน่านยังเพิ่มระดับต่อไปอีก เพราะมีการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อย รวมทั้งมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับน้ำป่าจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ไหลบ่ามาสมทบอยู่เรื่อยๆสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ อ.โพทะเลอ.โพธิ์ประทับช้าง อ.บางมูลนาก และ อ.ตะพานหิน น้ำสูงกว่าจุดวิกฤต 1-2 เมตร ถนนเส้นทางคมนาคมสำคัญถูกน้ำท่วมหมด เหลือเพียงทางหลวงสายหลักเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยจากโรคที่มากับน้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะโรคน้ำกัดเท้า พบแล้วกว่า 8,000 คนโรคตาแดง และ อุจจาระร่วงฉับพลัน กว่า2,000 คน สำหรับ จ.อุบลราชธานี แม่น้ำมูนยังคงล้นตลิ่งที่ อ.วารินชำราบ น้ำสูงขึ้นอีก 12 ซ.ม.เพราะอิทธิพลจากน้ำแม่น้ำชีและมีฝนตกในพื้นที่ ทำให้น้ำไหลท่วมโรงเรียนบ้านท่าบ้งมั่งสูง 20-40 ซ.ม. ต้องสั่งปิดการเรียนการสอนอย่างไม่มีกำหนด ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนที่ยังอาศัยอยู่ในชั้น 2 ของบ้าน ทั้งชุมชนท่าบ้งมั่งหาดสวนสุข ท่ากอไผ่ และเกตุแก้ว ต้องการน้ำดื่มสะอาดไว้ใช้ในครัวเรือน เพราะรถส่งน้ำของหน่วยบรรเทาทุกข์ ไม่สามารถนำน้ำไปส่งให้ถึงบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมได้ ทำให้ต้องซื้อน้ำดื่มไว้ใช้วันละหลายถัง รวมทั้งผู้ประกอบการขึ้นราคา จากเดิมถังละ 10 บาท เป็น 15 บาทเพราะน้ำท่วมทำให้การขนส่งลำบากกว่าปกติ ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ และ นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา จะเดินทางไปตรวจน้ำท่วมในวันที่ 8 ก.ย. พบกับ ผวจ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อดูภาพรวมทั้งหมดว่าจะช่วยแก้ไขอย่างไร นอกจากนี้ เรื่องการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยมบนและล่าง ทำแน่ ได้ศึกษาล่วงหน้าไปแล้ว แต่ขอเงิน 80 ล้านบาท คิดว่าศึกษาผลกระทบ 2 ปีคงเสร็จ และสร้างได้ทันที 4-5 ปีก็จะเสร็จสามารถเก็บกักน้ำได้ 1 ใน 3 ส่วน เป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวได้ อีกทั้งจะสร้างเขื่อนแม่วงก์ตอนบน ขณะนี้สำรวจเสร็จเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเท่านั้นเอง วันเดียวกัน นายวัชระ ธรรมสอน ผอ.โครงการฟื้นฟูอาหารช้างภูหลวง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ได้รับแจ้งจากชาวบ้านบ้านเลยตาวตาด หมู่ 2 ต.เลยวังไสย์ อ.ภูหลวงว่าจับลูกช้างป่าเพศผู้ได้ที่ลำห้วยง่า ต้นแม่น้ำเลยใกล้กับหมู่บ้าน จึงพร้อมด้วยพนักงานพิทักษ์ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง รุดไปตรวจสอบพบว่าลูกช้างป่า อายุประมาณ 5 เดือน ยังไม่หย่านม สูง 1 เมตร น้ำหนัก 100 ก.ก. ชาวบ้านตั้งชื่อให้ว่าพลายบุญหลง โดยลูกช้างร้องหาแม่อยู่ตลอดเวลา และหิวนม เจ้าหน้าที่ให้กินนมผงเด็กแทนนมแม่ช้าง ต้องป้อนทุก 2 ชั่วโมง ครั้งละครึ่งลิตร นายวัชระกล่าวว่า จะนำไปไว้ที่คอกของโครงการฟื้นฟูอาหารช้างภูหลวง เพื่อให้สัตวแพทย์ตรวจร่างกาย เพราะมีแผลที่ปากข้างโคนงา หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่นำขี้ช้างผสมกับน้ำทาที่ตัว เพื่อให้แม่ช้างได้กลิ่น ลงมาจากภูหลวงเพื่อมารับลูกกลับคืนสู่ผืนป่าต่อไป สำหรับช้างป่าที่ภูหลวง ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 70 ตัว ฝูงละ 8-10 ตัว หากินบนภูเป็นส่วนใหญ่ นานๆจะลงมาหากินใกล้หมู่บ้าน ส่วนนายสมพร ขวัญชม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 บ้านเลยตาวตาด กล่าวว่า เมื่อ 2 วันก่อนมีฝนตกบนภูเขาอย่างหนักต่อเนื่องกัน มีน้ำป่าไหลหลากลงมาอย่างแรง ขณะที่ชาวบ้านนอนหลับได้ยินเสียงคล้ายก้อนหินชนกระท่อมเสียงดังออกมาดูเห็นลูกช้างป่าถูกน้ำพัดมาติดกระท่อมจึงช่วยกันนำเชือกมาคล้อง คาดว่าลูกช้างพลัดหลงกับแม่ แล้วถูกน้ำป่าพัดเข้ามาในหมู่บ้าน ส่วน จ.มหาสารคาม แม่น้ำชียังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยวันละ 10-15 ซ.ม. ทางจังหวัดประกาศพื้นที่ภัยพิบัติน้ำท่วมแล้ว 54 หมู่บ้าน 9 ตำบล ทางนายทองทวี พิมเสนผวจ.มหาสารคาม สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับอำเภอ และตำบล แจ้งประชาชนที่อยู่ในเขตเสี่ยงภัย บริเวณที่ลุ่ม ติดริมฝั่งแม่น้ำชี ใน 4 อำเภอ คือ เชียงยืน โกสุมพิสัย กันทรวิชัย และเมืองมหาสารคาม ขนย้ายสิ่งของให้อยู่ในที่ปลอดภัย และเฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำชีอย่างใกล้ชิด ขณะที่ จ.เชียงราย เกิดฝนตกและส่งผลเนินดินบนถนน ลัดเลาะไปตามไหล่เขาทางขึ้นผาตั้งภูชี้ฟ้า อ.เวียงแก่น สไลด์ทับถนนในหมู่บ้านผาตั้ง หมู่ 14 ต.ปอ อ.เวียงแก่น หลายจุด ยานพาหนะไม่สามารถสัญจรผ่านได้ นอกจากนี้ ผิวจราจรบางจุดถูกน้ำป่ากัดเซาะ และเป็นทางชันโดยเฉพาะเส้นทางจาก อ.เวียงแก่น ไปผาตั้ง ผิวจราจรแตกแยก และเสียหายจนชาวบ้านต้องใช้กระสอบทรายมาวางป้องกันและขุดดินไปทับถม การจราจรเป็นไปด้วยควายากลำบาก
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|