องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า

 
ฟอสซิลช้างสเตโกดอน
 
ฟอสซิลช้างสเตโกดอน อายุ 1.8 ล้านปี ช้างเอลลิฟาส 1.1 ล้านปี เขี้ยวและฟันกรามแรดโบราณสกุลคิโลธิเรียม และเกนดาธิเรียมฯลฯ ที่พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้า จังหวัดสตูล มรดกล้ำค่าสู่การดันเป็นอุทยานธรณี‘ตะรุเตา – เภตรา – ละงู – ทุ่งหว้า’
คณะทำงานกองบรรณาธิการสื่อภาคใต้
 

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วันหนึ่งของเดือนเมษายน 2551 ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อเจอวัตถุประหลาดจำนวนหนึ่งในถ้ำวังกล้วย บ้านคีรีวง หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล จึงเก็บกลับบ้านไปด้วย ซึ่งต่อมาวัตถุประหลาดนั้นกลายเป็นสมบัติล้ำค่าในทางธรณีวิทยาและได้สร้าง ชื่อเสียงในระดับชาติให้กับจังหวัดสตูล

ชาวบ้านกลุ่มนี้ คือ นายยุทธนันท์ แก้วพิทักษ์ ชาวบ้านหมู่ที่ 6 ตำบลลิพัง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง กับเพื่อนอีก 3 คน พวกเขาเดินทางเข้าไปในถ้ำวังกล้วย เพื่อจับกุ้งก้ามกราม
ขณะดำน้ำจับกุ้งอยู่นั้น ได้พบซากดึกดำบรรพ์(ฟอสซิล) ลักษณะเป็นหินสีน้ำตาลไหม้ น้ำหนักประมาณ 5.3 กิโลกรัมยาวประมาณ 44 เซนติเมตร สูงประมาณ 16 เซนติเมตร ห่างจากปากทางเข้าถ้ำด้านหมู่บ้านคีรีวงประมาณ 1.6 กิโลเมตรจึงเก็บซากนั้นไว้

ต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 นายยุทธนันท์ แก้วพิทักษ์ ได้มอบฟอสซิลที่พบให้อำเภอทุ่งหว้า โดยมีพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการ ซึ่งครั้งนั้นมีนายประเสริฐ สองเมือง ปลัดอำเภอประจำตำบลทุ่งหว้า พ.ต.อ.ถวัลย์ นคราวงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งหว้า นายจารึก วิไลรัตน์ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอทุ่งหว้า นางสาวรุ่งทิพย์ ฟองโห้ย นักพัฒนาชุมชนนายพิศาล แซ่เอี้ยว ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ทุ่งหว้า นายอรรถพล จุลฉีด ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งหว้าร่วมเป็นตัวแทนในการรับมอบ โดยนำไปเก็บไว้ที่สถานีตำรวจภูรทุ่งหว้า

ขณะเดียวกันมีนักธรณีวิทยา จากกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กำลังสำรวจผลกระทบทางธรณีวิทยาจากภัยพิบัติที่อำเภอทุ่งหว้าได้เข้ามา ตรวจสอบฟอสซิลดังกล่าวเบื้องต้นด้วย โดยสันนิษฐานว่าอาจเป็นซากของจระเข้ ในขณะนั้นมีการนำเสนอข่าวทางหนังสือพิมพ์หลายฉบับ

ต่อมา ผศ.ดร.ประเทือง จินตสกุล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์วิจัยไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ซึ่งเป็นชาวอำเภอทุ่งหว้า ได้ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์จึงติดต่อกับนายณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ทุ่งหว้า หรือนายกฯโอเล่ย์ เพื่อขอเข้าศึกษารายละเอียด
จากนั้นผศ.ดร.ประเทือง ได้ส่งนายจรูญ ด้วยกระยอม อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และนางสาวสุภัทรา บุลำพู นักธรณีวิทยาของพิพิธภัณฑ์วิจัยไม้กลายเป็นหินฯมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เข้ามาศึกษาฟอสซิลดังกล่าว
จากการศึกษาพบว่า ฟอสซิลดังกล่าว เป็นซากกระดูกขากรรไกรพร้อมฟันกราม ซี่ที่ 2 และ 3 ด้านล่างขวาของช้างดึกดำบรรพ์สกุลสเตโกดอน อายุประมาณ 1.8 -0.01 ล้านปีมาแล้ว อยู่ในยุคไพลสโตซีน
 

หลังจากนั้นไปกี่วัน ทีมสำรวจถ้ำชุดใหญ่ จึงเดินมุ่งหน้าไปยังจุดที่พบฟอสซิลช้างโบราณทันที นำโดยนายจรูญ รวม 11 คนประกอบด้วย นายวิฑูร ทองเมฆ นายรัฐพงศ์ วรวรรณสงคราม เจ้าหน้าที่อบต.ทุ่งหว้า นายอรรถพล จุลฉีด ผู้ใหญ่บ้านคีรีวง นายธรรมรัตน์ มุขแสง ชาวบ้านคีรีวง เป็นต้น

เมื่อไปถึงทีมสำรวจไม่รอช้า ได้ศึกษาสภาพพื้นที่ทันที หลังสำรวจ นายจรูญ สันนิษฐานว่า ฟอส ซิลช้างโบราณที่พบอาจถูกกระแสน้ำทะเลพัดพาเข้ามาในถ้ำ
"นับเป็นการค้นพบฟอสซิลสัตว์งวงแห่งแรกของภาคใต้ ซึ่งจากการสำรวจในอำเภอทุ่งหว้าได้ค้นพบฟอสซิลช้างโบราณ 2 สกุล คือ สเตโกดอนและเอลลิฟาส และยังพบฟอสซิลแรดโบราณอีก 2 สกุล คือ เกนดาธิเรียมและคิโลธิเรียม”

ขณะที่นายณรงค์ฤทธิ์ บอกว่า ถ้ำวังกล้วยเป็นถ้ำริมทะเลมีน้ำขึ้นน้ำลง ช่วงน้ำขึ้นจะอยู่ในระดับ 2 เมตร จากพื้นถ้ำ ภายในฟอสซิลกว่า 200 ชิ้น ที่สำคัญๆ คือฟันช้างสเตโกดอน ฟันช้างเอลลิฟาส เขี้ยวและฟันแรดคิโลธิเรียม เแรดเกนดาธิเรียม เขากวาง ซี่โครงกวาง เป็นต้น
"จังหวัดสตูลเป็นแหล่งที่มีฟอสซิลเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย อายุประมาณ 500 ล้านปี เก่าแก่กว่ายุคไดโนเสาร์” นายณรงค์ฤทธิ์ อธิบาย พร้อมแจกแจงต่อไปว่า ฟอสซิลที่พบ เป็นฟอสซิลช้างสเตโกดอน อายุประมาณ 1.8 ล้านปี ฟอส ซิลช้างเอลลิฟาส อายุประมาณ 1.1 ล้านปีนอกจากนี้ ยังมีซากแรดโบราณสกุลเกนดาธิเรียมและคิโลธิเรียม และค้นพบมนุษย์ถ้ำ กระดูกมนุษย์โบราณด้วย"แสดงว่า จังหวัดสตูลมีความหลากหลายทางด้านธรณีวิทยาเป็นอย่างมาก” นายณรงค์ฤทธิ์ ยืนยัน
 
 
กรมทรัพยากรธรณี อุทยานธรณีประเทศไทย
องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า เลขที่ 206 หมู่ 6 ต.ทุ่งหว้า อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล 91120
ติชมและเสนอแนะที่ : โทร 074-789317