องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า

 
ฟอสซิลเมืองสตูล ช้างเท่"สเตโกดอน"


คอลัมน์ สดจากเยาวชน ข่าวสดรายวัน
วสวัณณ์ รองเดช




จากการที่ นางปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดให้โครงการศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช พัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น สามารถจัดเก็บความทรงจำของพสกนิกรที่มีต่อพระราชกรณีย กิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพื้นที่นั้นๆ และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในชุมชนอย่างเป็นระบบและน่าสนใจ

ในเดือนตุลาคม 2555 "ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชพิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้า" อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล กำลังจะเป็นรูปเป็นร่าง คนจังหวัดสตูลกำลังตื่นเต้นที่สตูลจะมีแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่เกิดขึ้นที่บ้านเมืองของตน โดยเฉพาะคนอำเภอทุ่งหว้า

เพราะนอกจากพิพิธภัณฑ์ที่กำลังก่อร่างนี้จะรวบรวมร่องรอยแห่งทุ่งหว้าในทางธรณีวิทยาแล้ว ยังผนวกรวมเข้ากับการเป็นศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช ซึ่งจะเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของสตูลเข้าไว้ภายในอาณาบริเวณเดียวกันอีกด้วย

จังหวัดสตูลมีความสำคัญทางธรณีอย่างไร หากถามเด็กๆ ทุ่งหว้าก็จะตอบอย่างตื่นเต้นว่า "บ้านเราเคยมีช้างสเตโกดอน อายุล้านแปดแสนปีครับ" เด็กชายสิริวัฒน์ ปิ่นกาญจน์ ยืดอกตอบด้วยความภูมิใจ แถมยังขยายความเพิ่มเติมอีกว่า "ที่รู้อย่างนี้เพราะมีฟอสซิลฟันช้างสเตโกดอนให้ดูที่อบต.ทุ่งหว้าครับ"

คำถามเดียวกันหากถามไถ่ไปยังนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า ณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ ก็จะทราบว่าชาวบ้านเป็นผู้เจอชิ้นส่วนฟอสซิลชิ้นนี้ใน ถ้ำวังกล้วย บ้านคีรีวง อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล ต่อมามีการศึกษาค้นคว้าทางธรณีจนแน่ใจได้ว่าเป็นซากช้างดึกดำบรรพ์สกุลสเตโกดอน มีอายุอยู่ในสมัยไพลสเตโตซีน หรือเมื่อ 1.8 ล้านปีก่อน ในมหายุคแรกของโลกเรา

การค้นพบนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2551 หลังจากนั้นไม่นาน ช้างสเตโกดอน ก็โด่งดังเป็นที่รู้จัก ในหมู่เด็กๆ ทุ่งหว้า เพราะทางโรงเรียนร่วมกับอบต.ทุ่งหว้าจัดกิจกรรมค่ายค้นหาร่องรอยทางธรณีจากฟอสซิลให้กับเด็กๆ ในช่วงปิดเทอม

เด็กๆ สามารถบอกรูปพรรณสัณฐาน เจ้าช้างสเตโกดอนได้ชัดเจนราวกับอยู่ร่วมยุคเดียวกัน อย่างที่ ด.ช.กฎทอง พฤกษเศรษฐ เล่าให้ฟังอย่างฉะฉานว่า "สเตโกดอนเป็นช้างดึกดำบรรพ์ ตัวใหญ่มาก มันสูงประมาณ 4 เมตรได้ครับตามที่นักวิทยาศาสตร์กะประมาณ งาก็ยาวมากกว่าช้างปัจจุบันหลายเท่า"

น่าทึ่งว่าซากสิ่งมีชีวิตในอดีตกาลที่ตายแล้วทับถมอยู่ในชั้นหิน หรือร่องรอยการดำรงชีวิตที่ประทับอยู่ในชั้นหิน ในละแวกอ.ทุ่งหว้า อ.ละงู จ.สตูล นอกเหนือจากเจ้าสเตโกดอนแล้ว ยังพบซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิลสัตว์ทะเลอีกหลากหลายชนิด ทั้งสาหร่ายทะเลโบราณ แมงดาทะเลโบราณ ปลาหมึกทะเลโบราณ หอยโข่งทะเลโบราณ และอีกหลากหลายชนิดให้ศึกษาค้นหาค้นคว้า

แทบจะเรียกได้ว่าทุกหนทุกแห่งเคยมีฟอสซิล สิ่งมีชีวิตต่างๆ ในอดีต เพราะฉะนั้นหากเด็กๆ รักที่จะศึกษาเรียนรู้ วันหนึ่งก็จะค้นพบและสามารถเป็นนักศึกษาฟอสซิลได้

การพาเด็กๆ เข้าค่ายฟอสซิลจุดประกายให้เด็กบางคนวาดภาพอนาคตของตัวเอง "ผมชอบผจญภัยและอยากเรียนด้านธรณีวิทยาครับ" ด.ช.สิริวัฒน์ เอ่ยปากบอกเล่าความฝัน ในขณะที่ ด.ช.กฎทองบอกว่า "อยากเรียนสายวิทย์ อยากศึกษาฟอสซิลต่อ"

ซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิลที่ประทับอยู่ในชั้นหิน ไม่เพียงสร้างความตะลึงแก่มนุษย์ยุคหลังหลายร้อยล้านปีอย่างพวกเรา ยังมีคุณค่าคุณูปการให้เราได้ศึกษาเรียนรู้อดีต ทำนายสภาพแวดล้อมในอดีตกาลของสตูลเมื่อ 500 ล้านปีก่อนได้

จากการลงพื้นที่หาฟอสซิลภาคสนาม สังเกตได้ว่าพื้นที่ที่เข้าไปส่วนใหญ่เป็นที่ที่มีการขุดดินขาย การเปิดหน้าดินช่วยให้มองเห็นฟอสซิลซึ่งก็มีข้อดี แต่ในอนาคตหากตัดไปเรื่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้น เด็กๆ มีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

บางคนว่าขุดก็ดีจะได้เจอฟอสซิลหลากหลายมากขึ้น บางคนก็ว่าหากอนุรักษ์พื้นที่ไว้เราก็อาจจะไม่เจอฟอสซิลเลยก็ได้ แล้วจะศึกษาเรียนรู้จากไหน

บางคนเสนอทางเลือกและหวังว่าสักวันหนึ่งในอนาคตมีเครื่องมือตรวจชั้นดินชั้นหินเพื่อที่จะบอกว่าตรงนี้มีฟอสซิล ไม่ต้องขุดค้นหาไปทั่วทุกพื้นที่ ควรจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบ เด็กๆ ทุ่งหว้าจะได้มีแหล่งธรณีที่แสนพิเศษไว้ศึกษา รวมทั้งในอนาคตจะเป็นแหล่งเรียนรู้ของทุกคนที่สนใจไม่ว่าในจังหวัดสตูล ในภาคใต้ ทั่วประเทศ และต่างประเทศ

สเตโกดอนเป็น ช้างพิเศษน่าทึ่งสำหรับ เด็กๆ ในค่ายศึกษาฟอสซิลครั้งนี้ การได้เห็นแค่เพียงชิ้นส่วนของช้างสเตโกดอนใกล้ๆ ฟังเรื่องราวชัดๆ ก็จินตนาการตามได้อย่างน่าตื่นเต้นถึงชีวิตของช้างสเตโกดอนในยุคนั้น อยู่อย่างไร กินอย่างไร กินอะไร ในสภาพแวดล้อมแบบไหน

สิ่งสำคัญเด็กๆ ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่าควร จะศึกษาฟอสซิลด้วยวิธีไหนอย่างไร และผู้ใหญ่ จะสนับสนุนความคิดความหวังในการเรียนรู้ของเด็กๆ ให้มากเท่าที่จะทำได้

คนทุ่งหว้าย่อมต้องรู้จักทุ่งหว้าให้รอบด้าน ทั้งสภาพแวดล้อม เมื่อหลายล้านปีก่อน มีมนุษย์ จนมาถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมประเพณีที่ผสมผสานหลากหลายจากคนต่างศาสนาที่อยู่ร่วมกันอย่างกลม กลืนในเมืองที่เคยมีชื่อว่า "สุไหงอุเป" แห่งนี้

ติดตามชมเรื่องราวจากร่องรอยดึกดำ บรรพ์แห่งทุ่งหว้า ในค่ายศึกษาฟอสซิล ที่อบต.ทุ่งหว้าร่วมกับโรงเรียนประถมใน อ.ทุ่งหว้า และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมแรงร่วมใจจัดเพื่อลูกหลานทุ่งหว้า ในรายการทุ่งแสงตะวัน เสาร์ที่ 13 ตุลาคมนี้ ช่อง 3 เวลา 06.25 น.


องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า เลขที่ 206 หมู่ 6 ต.ทุ่งหว้า อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล 91120
ติชมและเสนอแนะที่ : โทร 074-789317