search
 

 

 การกำเนิดแหล่งแร่

แหล่งแร่ (mineral deposit) หมายถึง ที่ใดๆ ในเปลือกโลกที่มีแร่มาสะสมตัวอยู่ในปริมาณสูงกว่าปกติ แหล่งแร่ไม่จำเป็นต้องมีขนาดหรือปริมาณแร่ในเชิงพาณิชย์แหล่งแร่ที่ปรากฏพบจะเปิดทำเหมืองได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐและคุณค่าของแหล่งแร่ในเชิงเศรษฐกิจเป็นหลัก ดังนั้นการศึกษาธรณีวิทยาแหล่งแร่ การประเมินปริมาณแร่สำรองและคุณค่าของแหล่งแร่จึงเป็นสิ่งจำเป็น

แหล่งสินแร่ (ore deposit) หมายถึง แหล่งแร่ที่มีแร่ชนิดเดียวหรือหลายชนิดเกิดร่วมกันในปริมาณมากพอที่จะขุดนำออกมาใช้ประโยชน์ได้โดยมีกำไร

แหล่งแร่อาจจำแนกออกเป็นชนิดต่างๆ ได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่ใช้กำหนด เช่น โดยอาศัยคุณสมบัติหรือประโยชน์การใช้สอยแร่นั้นๆ อาศัยชื่อแร่หรือกลุ่มแร่ที่เกิดร่วมกันเสมอ หรืออาศัยลักษณะการกำเนิดของแร่ในแหล่งแร่ เป็นต้น

การกำเนิด

ชนิดแหล่งแร่สามารถจำแนกได้โดยอาศัยลักษณะการกำเนิดซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธรณีวิทยาเป็นหลัก คือ แหล่งแร่ที่มีกำเนิดสัมพันธ์กับกระบวนการทางธรณีวิทยาภายใต้ผิวโลก และแหล่งแร่ที่มีกำเนิดเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธรณีวิทยาบนผิวโลก ดังมีรายละเอียดดังนี้

แหล่งแร่ที่มีกำเนิดสัมพันธ์กับกระบวนการทางธรณีวิทยาภายใต้ผิวโลก แหล่งแร่ที่มีกำเนิดสัมพันธ์กับหินอัคนีชนิดเมฟิกและอัลตราเมฟิก

แหล่งแร่ที่มีกำเนิดสัมพันธ์กับหินเมฟิกและอัลตราเมฟิก (mafic and ultramafic rocks) พบเกิดได้หลายแบบ คือ

แหล่งแร่แบบฝังประ (disseminated type)

เมื่อหินหนืด (magma) ที่มีส่วนประกอบเป็นเมฟิกเริ่มเย็นตัวลง แร่ต่างๆ จะเริ่มตกผลึกแยกตัวออกจากสารละลาย หากการตกผลึกเป็นไปตามขั้นตอนธรรมดา แร่ต่างๆ ที่เกิด รวมทั้งแร่มีค่าก็จะอยู่อย่างกระจัดกระจายทั่วไปในหิน จึงพบแร่มีค่าฝังประอยู่ทั่วไป แร่มีค่าที่สำคัญที่พบเกิดในหินจำพวกนี้ ได้แก่ แร่โครไมต์ ทองคำขาว นิกเกิล และโคบอลต์ในหินเพริโดไทต์ เพชรในหินคิมเบอร์ไลต์ แหล่งแร่ฝังประโดยทั่วไปมักมีค่าความสมบูรณ์แร่ต่ำ ดังนั้นหินเมฟิกและอัลตราเมฟิกจึงมักเป็นหินแม่ของแหล่งแร่เศรษฐกิจแบบลานแร่สำหรับแร่โครไมต์และทองคำขาว และเป็นแหล่งหินแม่ที่ให้กำเนิดแหล่งแร่นิกเกิลและโคบอลต์ชนิดตกค้างสะสม

แหล่งแร่แบบแยกชั้น (magmatic segregation deposit)

แหล่งแร่แบบนี้เกิดจากการที่แร่โลหะซึ่งเป็นแร่ที่มีจุดหลอมตัวและความถ่วงจำเพาะสูง ตกผลึกแยกตัวออกมาจากหินหนืดและตกจมลงเบื้องล่างของแอ่งหินหนืดเพื่อก่อตัวหรือสะสมตัวเป็นชั้นแร่ กระเปาะแร่ แยกจากชั้นหินเพริโดไทต์หรือหินดูไนต์ ดังนั้นจะพบชั้นแร่มีโครงสร้างขนานไปกับโครงสร้างชั้นหินเมฟิก หรืออัลตราเมฟิกนั้น แหล่งแร่แบบนี้ได้แก่ แหล่งแร่โครไมต์

 

แหล่งแร่เหล็ก-ไทเทเนียม แหล่งแร่ทองคำขาว-ทองแดง-นิกเกิล-โคบอลต์ แต่หากขณะที่แร่โลหะกำลังตกผลึกนั้น เกิดมีแรงกดดันจากภายนอกเข้าร่วมด้วยหรือเกิดมีรอยแตกร้าวในหินบริเวณใกล้เคียง น้ำแร่ซึ่งยังไม่ทันแข็งตัวก็จะถูกดันออกไปแข็งตัวเป็นสายแร่หรือกระเปาะแร่ในหินข้างเคียงได้ ในกรณีนี้แหล่งแร่จะไม่มีโครงสร้างสัมพันธ์กับโครงสร้างของหิน แหล่งที่พบในประเทศไทย เช่นแหล่งแร่โครไมต์ อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์

แหล่งแร่ที่มีกำเนิดสัมพันธ์กับหินอัคนีชนิดเฟลซิก

แหล่งแร่ที่มีต้นกำเนิดสัมพันธ์กับหินอัคนีชนิดเฟลซิก (felsic rock) ที่สำคัญคือเพกมาไทต์และแหล่งแร่แบบแปรสัมผัส

เพกมาไทต์ (pegmatite) หินเพกมาไทต์หรือสายเพกมาไทต์ เป็นหินอัคนีที่มีเนื้อหยาบที่สุดที่เกิดแยกออกมาจากหินอัคนีมวลไพศาลจำพวกหินแกรนิตแล้ว ของเหลวหรือสารละลายส่วนที่เหลือจะมีปริมาณของสารที่มีสภาพเป็นไอสูง เช่น น้ำ โบรอน ฟลูออรีน ทำให้มีแรงดันแทรกไปตามรอยแตกและช่องว่างภายในหินอัคนี

 

มวลไพศาลนั้นหรือแทรกดันเข้าไปสู่หินท้องที่ใกล้เคียง แข็งตัวอยู่ในรูปเป็นสายแร่แบบแผ่นแบนหรือกระเปาะ แร่ประกอบหลักของสายเพกมาไทต์คือ ควอรตซ์ เฟลด์สปาร์ มัสโคไวต์ (+ไบโอไทต์) ทัวร์มาลีน ขนาดของผลึกแร่เหล่า นี้โตมาก อาจพบแร่ไมกาขนาดโตกว่า 1 เมตรได้ รวมทั้งผลึกขนาดใหญ่ของแร่เฟลด์สปาร์ เบริลหรือสปอดูมีน

สายเพกมาไทต์ขนาดใหญ่มักแสดงลักษณะแถบหรือเขตแร่ (zone) ซึ่งประกอบด้วยควอตซ์อยู่ในเขตในสุด สายเพกมาไทต์นับเป็นสายแร่เศรษฐกิจ เนื่องจากนอกเหนือจากแร่เฟลด์สปาร์และควอตซ์ที่สามารถเปิดทำเหมืองแล้ว ยังมีแร่หายากอื่นๆ เกิดร่วมด้วยและทำให้กลายเป็นแหล่งสายแร่เศรษฐกิจที่สำคัญได้ เช่น แร่ไมกา สปอดูมีน เบริล รัตนชาติ เซอร์คอน-สฟีน ฟอสเฟต ยูเรเนียม-ทอเรียม โคลัมไบต์-แทนทาไลต์ ทังสเตนและดีบุกโดยทั่วไปแหล่งแร่ดีบุกในประเทศไทยส่วนหนึ่งได้จากสายเพกมาไทต์ เช่น แหล่งแร่ดีบุกในสายเพกมาไทต์

เหมืองโชน จังหวัดพังงา บริเวณพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต และอีกหลายแห่งในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ แม้ว่าการทำเหมืองดีบุกในภาคใต้ส่วนใหญ่ทำจากลานแร่ แต่โดยทั่วไปพบว่าใต้กะสะแร่บางแหล่งมีสายเพกมาไทต์ ซึ่งให้แร่ดีบุกตัดผ่านอยู่ในหินดาน (bed rock) ซึ่งรองรับอยู่ภาย ใต้ได้ แหล่งแร่เฟลด์สปาร์ใหญ่ ๆ ส่วนใหญ่ก็มาจากสายเพกมาไทต์เช่นกัน เช่นแหล่งแร่อำเภอสวนผื้ง จังหวัดราชบุรี

แหล่งแร่แบบแปรสภาพโดยการแทนที่ (contact metasomatic deposit) เกิดขึ้นเนื่องจากหินอัคนีหนืดร้อนแทรกดันขึ้นมาในหินท้องที่ทำให้ส่วนประกอบแร่และโครงสร้างของหินท้องที่บริเวณสัมผัส แปรเปลี่ยนไป ในขณะเดียวกันแก๊สและสารของเหลวในหินหนืดนั้นเข้าไปแทนที่ธาตุบางตัวในแร่หรือแทนที่แร่ในหินท้องที่เกิดเป็นแร่ใหม่ขึ้น ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นได้ดีกับหินท้องที่ที่เป็นหินจำพวกคาร์บอเนต เช่น หินปูน หินปูนโดโลไมต์ ดังนั้นโดยทั่วไปจะเกิดเป็นหินแปรสภาพโดยการแทนที่ที่เรียกว่า หินสการ์น (skarn)

 

ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่เป็นถิ่นกำเนิดของแหล่งแร่โลหะหรืออโลหะตามรอยสัมผัสระหว่างหินอัคนีและหินท้องที่

หินอัคนีจำพวก แกรนิต ควอตซ์ไดออไรต์ ควอรตซ์มอนโซไนต์ แกรโนไดออไรต์ และหินอัคนีอื่นที่มีส่วนประกอบคล้ายคลึงกันนี้ เป็นชนิดที่มีความสัมพันธ์กับแหล่งแร่แปรสภาพโดยการแทนที่มากที่สุด แหล่งแร่ที่สำคัญได้แก่ แหล่งแร่เหล็ก ทังสเตน ดีบุก โมลิบดีไนต์ ตะกั่ว-สังกะสี และทองแดง แม้จะมีขนาดค่อนข้างเล็กแต่บางแหล่งกลายเป็นแหล่งที่มีค่าทางเศรษฐกิจ

แหล่งแร่แบบนี้ที่พบในประเทศไทยเช่นแหล่งแร่เหล็กเขาทับควาย จังหวัดลพบุรี แหล่งแร่ทองแดง สังกะสี จังหวัดเลย และแหล่งแร่ชีไลต์ดอยหมอก จังหวัดเชียงราย

แหล่งแร่ที่มีกำเนิดจากสารละลายน้ำร้อน

แหล่งแร่แบบน้ำร้อน (hydrothermal deposit) หมายถึง แหล่งแร่ที่มีแร่มีค่าทางเศรษฐกิจตกผลึกสะสมตัวจากสารละลายน้ำร้อนที่เคลื่อนที่มาจากที่อื่น สารละลายน้ำร้อนมีกำเนิดมาจากน้ำบนผิวดิน ใต้ดิน และน้ำเหลือจากหินหนืดที่แข็งตัวเป็นหิน ชนิดของแหล่งแร่แบบน้ำร้อนแบ่งออกได้ดังนี้

สายแร่น้ำร้อน (hydrothermal vein deposit) แหล่งแร่ชนิดนี้มีลักษณะรูปร่างเป็นสาย (vein) เกิดจากสารละลายน้ำร้อนทุกประเภทที่เคลื่อนตัวสู่เบื้องบนแทรกไปตามรอยแตกรอยร้าวในหินแล้วตกผลึกเย็นตัวลงเกิดเป็น แหล่งแร่ ในช่องว่างนั้น รูปร่างของสายแร่จะเป็นไปตามรูปแบบของรอยแตกในหินนั้นๆ Burnham and Ohmoto (1981) ใน Edwards and Atkinson (1986) ได้จำแนกชนิดของสายแร่น้ำร้อนโดยอาศัยลักษณะทางธรณีวิทยาแหล่งแร่เป็นหลักออกได้ดังนี้

1) แหล่งแร่ทองแดง-ตะกั่ว-สังกะสี-ทองคำ-เงิน เกิดเป็นสายแร่ที่มีกำเนิดเกี่ยวข้องกับหินอัคนีแทรกซอน ในแหล่งแร่นี้อาจมีแร่พลวง บิสมัท สารหนู แกลเลียม เจอร์เมเนียม และอินเดียม เกิดร่วมด้วย

2) แหล่งแร่ทังสเตน-ดีบุก เป็นแหล่งแร่ที่ประกอบด้วยสายแร่ที่มีลักษณะเป็นแผ่น (sheeted veins) หรือเป็นสายแร่เล็ก ๆ ที่ตัดกันไปมาถี่ยิบ (stockworks) และมีกำเนิดเกี่ยวข้องกับหินจำพวกแกรนิต

3) แหล่งแร่ซับซ้อน เป็นสายแร่ที่มีแร่หลายชนิดเกิดซับซ้อนและเกี่ยวพันกับหินจำพวกแกรนิต แร่ที่จะพบได้ ได้แก่ แร่ตระกูลโบรอน เหล็ก ฟลูออไรต์ สารหนู ทองแดง และทังสเตน

4) แหล่งแร่ทองคำ สายแร่เกี่ยวพันกับหินภูเขาไฟจำพวกเมฟิกและอัลตราเมฟิกและแหล่งแร่เหล็กแบบชั้น นอกจากนี้อาจพบแร่ตระกูลสารหนู พลวง ปรอท เทลลูเรียม ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี และทังสเตน

5) แหล่งแร่ยูเรเนียม สายแร่เกี่ยวข้องกับหินจำพวก

แกรนิต หินไนส์ และหินชีสต์ อาจพบแร่ตระกูลโคบอลต์ นิกเกิล บิสมัท เงิน และสารหนู เกิดร่วมอยู่ด้วย

6) แหล่งแร่โคบอลต์-เงิน-นิกเกิล อาจมีแร่เหล็ก สารหนู ทองแดง ตะกั่ว และบิสมัท เกิดร่วมด้วย

ในประเทศไทย เช่น แหล่งแร่ทองคำโต๊ะโม๊ะ จังหวัดนราธิวาส แหล่งแร่พลวงห้วยในเขา อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

แหล่งแร่น้ำร้อนจากหินหนืด (magmatic hydrothermal deposit)

สินแร่ที่เกิดในแหล่งแร่น้ำร้อนจากหินหนืด เกิดจากกระบวนการของน้ำร้อนจากหินหนืดที่อยู่ไม่ลึกนักในเปลือกโลกเข้าไปประจุตามช่องว่างต่างๆ ในหินหรือตามรอยแตกร้าวเล็กๆ แบบร่างแห แหล่งแร่น้ำร้อนจากหินหนืดที่สำคัญ คือ แหล่งแร่พอฟีรี (porphyry deposit) และแหล่งแร่ซัลไฟด์เนื่องกับหินภูเขาไฟ (volcanic associated sulfide deposits) ทองแดงและโมลิบดีนัมที่ใช้กันในโลกส่วนใหญ่มาจากแหล่งแร่ดังกล่าว

1) แหล่งแร่พอฟีรี แหล่งแร่แบบนี้โดยทั่วไปประกอบด้วย เม็ดแร่ฝังประ สายแร่และสายควอตซ์เล็กๆ ซึ่งมีแร่ต่างๆ ในปริมาณ ต่างๆ กัน และอาจเรียกชื่อว่า แหล่งแร่ฝังประ (disseminated deposit) ก็ได้ เนื่องจากน้ำร้อนจากหินหนืดจะประกอบด้วยของเหลวและแก๊ส แหล่งแร่พอฟีรีในที่นี้จึงอาจรวมถึงแหล่งแร่แบบไอร้อน (pneumatolytic deposit) ซึ่งเป็นผลจากไอและแก๊สร้อนจากหินหนืดนั้นทำให้ส่วนประกอบทางเคมีในหินอัคนีเองและหินรอบข้างเปลี่ยนแปลงไป เกิดเป็นหินไกรเซน (greisen) ซึ่งมีแร่มีค่าฝังประอยู่ แหล่งแร่พอฟีรีที่สำคัญ ได้แก่

แหล่งแร่ทองแดงพอฟีรี (รูปที่ 12.5) โดยทั่วไปประกอบด้วยเม็ดแร่ฝังประ สายแร่และสายควอตซ์เล็ก ๆ ที่มีแร่ไพไรต์ คาลโคไพไรต์ บอร์ไนต์ และโมลิบดีไนต์ อยู่ในปริมาณต่าง ๆ กัน ตามแถบเขตที่มีการเปลี่ยนสภาพของหิน (alteration zone) ซึ่งมีส่วนประกอบทางเคมีเปลี่ยนแปลงไป หินอัคนีที่ให้กำเนิดแหล่งแร่มักเป็นหินแกรนิต และหินอะดาเมลไลต์-แกรโนไดออไรต์ แร่ทองคำมักพบเป็นแร่พลอยได้ของแหล่งแร่นี้

ในประเทศไทย เช่น แหล่งแร่ทองแดง - ทองคำ ภูโล้น จังหวัดหนองคาย

แหล่งแร่โมลิบดีนัมพอฟีรี แร่โมลิบดีไนต์ จะพบเกิดร่วมกับแร่ไพไรต์ ฟลูออไรต์ และแร่ตระกูลทังสเตน โดยเฉพาะแร่ชีไลต์ นอกจากนี้อาจมีคาลโคไพไรต์และดีบุก หินอัคนีที่ให้กำเนิดแหล่งแร่จะเป็นหินอัคนีเนื้อดอกจำพวกที่มีส่วนประกอบจากควอตซ์มอนโซไนต์ถึงหินแกรนิตที่มีซิลิกา และแอลคาไลสูง

ในประเทศไทย เช่น แหล่งแร่โมลิบดีไนต์บ้านน้ำขุ่น จังหวัดจันทบุรี

2) แหล่งแร่ซัลไฟด์เนื่องกับหินภูเขาไฟ แหล่งแร่ชนิดนี้พบเกิดร่วมกับหินเกือบทุกชนิดในเปลือกโลกช่วงบน แหล่งแร่ซัลไฟด์ (massive sulfide) ที่สำคัญ จะพบอยู่กับหินดินดาน หรือพบเกี่ยวกับหินภูเขาไฟที่ตกทับถมในทะเลหรือมหาสมุทร แหล่งแร่ซัลไฟด์ที่เกิดเกี่ยวข้องกับหินภูเขาไฟนี้เป็นแหล่งแร่ทองแดง-สังกะสี-ตะกั่ว ที่สำคัญของโลก นอกจากนั้นยังให้แร่พลอยได้ที่สำคัญคือ ทองคำ และเงิน

แหล่งแร่ที่มีกำเนิดเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธรณีวิทยาบนผิวโลก

แหล่งแร่แบบลานแร่

แหล่งแร่แบบลานแร่ (placer) เกิดเกี่ยวข้องกับกระบวนการผุพังทำลายของหินที่ให้แร่และมีการสะสมตัวของแร่หนักซึ่งคงทนต่อการผุกร่อน

     เมื่อหินซึ่งมีแร่หนักที่คงทนต่อการผุกร่อนเกิดการผุพังทำลายลงโดยกรรมวิธีต่าง ๆ จากลมฟ้าอากาศและน้ำฝน แร่หนักเหล่านี้ก็จะถูกพัดพาไปจากที่เดิมโดยสายน้ำ และในที่สุดจะตกสะสมตัวในบริเวณที่มีสภาพเหมาะสมต่อการสะสมตัวของแร่ เช่น ที่ลุ่ม แหล่งแร่ที่เกิดสะสมตัวตามไหล่เขาไม่ไกลนักจากตัวหินแม่ที่ให้แร่เรียกว่า “แหล่งแร่พลัดไหล่เขา” (eluvial deposit) ส่วนที่ถูกสายน้ำพัดพาไปตกสะสมตัวไกลพอประมาณจากแหล่งต้นกำเนิดในบริเวณพื้นที่ราบตะกอนน้ำพา (alluvial plain) เรียกว่า “แหล่งลานแร่” แหล่งแบบนี้มักพบชั้นแร่อยู่ใต้ชั้นกรวดทราย ชั้นที่แร่สะสมตัวอยู่รวมกับพวกกรวดทรายนั้นเรียกว่า“ชั้นกะสะ” (paydirt)

 

บริเวณร่องน้ำเก่าจึงเป็นบริเวณที่เหมาะต่อการสำรวจหาแหล่งแร่แบบลานแร่

แร่ที่จะพบเกิดในแหล่งลานแร่ได้จะต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญดังนี้ มีความถ่วงจำเพาะสูง ทนต่อการผุพังทางเคมี ไม่แตกหักง่าย

แร่หลักที่พบเกิดเป็นแหล่งลานแร่ ได้แก่ ดีบุก ทองคำ ทองคำขาว โคลัมไบต์-แทนทาไลต์ อิลเมไนต์ รูไทล์ เซอร์คอน เพชร พลอยทับทิม และแซปไฟร์

การทำเหมืองดีบุกในภาคใต้ของประเทศไทย ส่วนใหญ่ได้จากแหล่งแร่ประเภทนี้ เช่นเดียวกับแหล่งพลอยแซปไฟร์ จังหวัด จันทบุรี ตราด และ จังหวัดกาญจนบุรี

แหล่งแร่ตกค้างสะสม

แหล่งแร่ตกค้างสะสม (residual deposit)


     นี้เป็นผลจากการที่หินและแร่ประกอบหินผุสลายไปโดยปฏิกิริยาทางเคมี ธาตุที่ละลายน้ำได้ง่ายจะถูกชะละลายไปกับน้ำ เหลือธาตุหรือสารประกอบซึ่งไม่ละลายน้ำหรือละลายได้น้อยตกค้างเหลืออยู่ ณ ที่เดิม เช่น แร่เฟลด์สปาร์ เมื่อผุพังสลายตัวจะให้สารประกอบอะลูมินา ซิลิกา และสารประกอบแอลคาไล เมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เช่น สภาวะออกซิไดซ์หรือการเติมออกซิเจน สารประกอบสองชนิดหลังละลายน้ำได้ง่ายจึงถูกพัดพาไปกับน้ำ เหลือสารประกอบ อะลูมินา ซึ่งละลายได้ยากคงค้างอยู่ ณ ที่เดิม มีปริมาณสมบูรณ์ขึ้นจนอาจกลายเป็นแหล่งแร่ดินขาวหรือบอกไซต์ได้ แหล่งแร่แบบนี้จะเกิดในบริเวณเขตร้อนและลักษณะภูมิประเทศค่อนข้างแบนราบ แหล่งแร่ตกค้างสะสมที่สำคัญ ได้แก่ แหล่งแร่ดินขาว บอกไซต์ ศิลาแลงชนิดแร่เหล็ก แมงกานีส และนิกเกิล ในประเทศไทย เช่น แหล่งดินขาวเขาปางค่า อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดลำปาง แหล่งศิลาแลง จังหวัดลำพูน แหล่งแร่ชะละลายสะสม
     การกำเนิดแหล่งแร่ชะละลายสะสม (supergene deposit) นั้น หินต้นกำเนิดหรือสายแร่ส่วนใหญ่จะมีแร่ในกลุ่มซัลไฟด์(เช่นแร่ไพไรต์)เกิดร่วมด้วย เนื่องจากกระบวนการทำลายต่าง ๆ จะมีอิทธิพลต่อแร่ซัลไฟด์เป็นอย่างมาก ทำให้แร่แตกสลายลง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้งและเขตร้อนชุ่มชื้น ปฏิกิริยานี้จะเกิดได้ดีมาก ปฏิกิริยาดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดกรดกำมะถัน (H2SO4) ซึ่งทำให้โลหะมีค่าในแร่ซัลไฟด์ เช่น ทองแดง เงิน ถูกละลายออกมาได้มากขึ้น โลหะเหล่านี้เมื่อซึมลงสู่ข้างล่างก็จะเข้าแทนที่ธาตุเหล็กในแร่ไพไรต์ซึ่งแช่อยู่ในน้ำบาดาล เกิดเป็นแร่ซัลไฟด์ชนิดใหม่ นานเข้าแร่ซัลไฟด์มีค่าเหล่านี้ก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นกลายเป็นแหล่งแร่มีค่าทางเศรษฐกิจต่อไป แหล่งแร่แบบนี้ที่พบมากได้แก่ แหล่งแร่ทองแดง ถึงแม้ว่าแต่เดิมแหล่งแร่ทองแดงจะเกิดเป็นแหล่งแร่คุณภาพต่ำ ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจเลย แต่เมื่อได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยวิธีนี้แหล่งแร่บางแห่งก็จะกลายเป็นแหล่งสำคัญทางเศรษฐกิจได้ แหล่งแร่แบบชั้น แหล่งแร่แบบชั้น (sedimentary deposits) มีกรรมวิธีการเกิดคล้ายคลึงกับการเกิดหินชั้น จึงมักมีอาณาเขตกว้างขวางเป็นแหล่งแร่ขนาดใหญ่ แร่ในแหล่งแร่ชนิดนี้อาจมาจากหินเดิมหรือแหล่งแร่เดิมที่ผุพังทำลายลง แล้วถูกพัดพาไปในรูปของตะกอนและคอลลอยด์ ส่วนหนึ่งอาจตกตะกอนทับถมอยู่ตามท้องน้ำ บางส่วนอาจถูกพัดพาลงสู่ทะเล หรือแอ่งน้ำใหญ่ แล้วตกตะกอนหรือตกผลึกสะสมตัวในแอ่งนั้นๆ เกิดเป็นแหล่งแร่ขึ้น แหล่งแร่สำคัญ ๆ ที่มีกำเนิดจากการสะสมตัวลักษณะนี้ได้แก่ แหล่งแร่ดินขาว แหล่งแร่เหล็กแบบชั้น แหล่งแมงกานีสแบบชั้นหรือแบบก้อนแมงกานีสทรงมน (manganese oxide nodule) ทองแดง-สังกะสี-ตะกั่วซัลไฟด์ นอกจากนี้ยังรวมการเกิดแหล่งถ่านหิน น้ำมัน ตลอดจนแหล่งหินปูน
ลักษณะของแหล่งแร่แบบชั้น คือ
  • แร่จะเกิดเป็นชั้นตามลักษณะโครงสร้างของชั้นหินหรืออยู่ระหว่างชั้นหิน
  • มักเป็นแหล่งแร่ที่มีอาณาบริเวณแผ่กว้างขวาง
  • การกำเนิดของแร่ไม่ซับซ้อน
  • อายุการเกิดของแร่ต้องสัมพันธ์กับอายุของหินที่แหล่งแร่เกิดร่วมอยู่

     แหล่งแร่แบบชั้นในประเทศไทย เช่น แหล่งดินขาวบ้านแม่ทาน อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง แหล่งแร่ยิปซัม จังหวัดพิจิตร – นครสวรรค์


กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 75/10 ถ.พระรามที่6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400
ติชมและเสนอแนะที่ : webmaster@dmr.mail.go.th