น้ำพุร้อนป่าแป๋ ตำบลแม่แสะ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
ที่ตั้ง
แหล่งน้ำพุร้อนป่าแป๋ ตำบลแม่แสะ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในบริเวณหุบเขาใกล้กับน้ำแม่แสะ
การเดินทางเข้าสู่แหล่งน้ำพุร้อน สามารถใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 107 (เส้นทางเชียงใหม่-อำเภอฝาง) จากอำเภอเมืองนครเชียงใหม่ ถึงทางแยกบ้านแม่มาลัย อำเภอแม่แตง เป็นระยะทาง 57 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันตกตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1095 (เส้นทางอำเภอแม่แตง-จังหวัดแม่ฮ่องสอน) เป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร จะถึงบริเวณบ้านแม่ลาว แล้วเลี้ยวขวาไปทางทิศเหนือซึ่งเป็นทางลูกรังอีกประมาณ 5 กิโลเมตร จะถึงแหล่งน้ำพุร้อนป่าแป๋
ลักษณะของแหล่งและธรณีเคมี
แหล่งน้ำพุร้อนแหล่งนี้เกิดในบริเวณที่เป็นหุบเขา อยู่ห่างจากน้ำแม่แสะไปทางทิศเหนือประมาณ 300 เมตร หรือที่ระดับความสูงประมาณ 740 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ลักษณะของแหล่งน้ำพุร้อนประกอบด้วยน้ำพุร้อนแบบไกเซอร์ (Geyser) คือเป็นน้ำพุที่พุ่งขึ้นจากผิวดินด้วยแรงดันภายใต้โลก บ่อน้ำร้อน (Hot pool) ขนาดต่าง ๆ กัน รวมประมาณ 10 บ่อ มีแนวการวางตัวอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ (WNW-ESE) บ่อที่ใหญ่ที่สุดมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 เมตร ในอดีตน้ำร้อนจากบ่อนี้เคยพุ่งสูงมากกว่า 2 เมตร จากระดับผิวดิน โดยในช่วงเวลาทุก ๆ 30 วินาที น้ำร้อนจะพุ่งขึ้นมาครั้งหนึ่ง น้ำพุร้อนที่พุ่งขึ้นมามีลักษณะเป็นฟองก๊าซผสมกับไอน้ำร้อนที่โปรยปรายเป็นละอองกระจายไปทั่ว ปัจจุบันการพุ่งของน้ำพุร้อนได้ลดระดับลงไปบ้าง น้ำร้อนมีอุณหภูมิ 99 ถึง 100 องศาเซลเซียส พบแร่เปลี่ยนสภาพพวกซิลิกา (Silica sinter) พอกอยู่ตามขอบบ่อและธารน้ำร้อน หินที่โผล่เป็นหินแกรนิตยุคไทรแอสซิกที่มีแนวเรียงตัว และก้อนหินมนใหญ่ (Boulder) จำพวกหินแกรนิตและหินทราย บริเวณตัวแหล่งน้ำพุร้อนคลุมพื้นที่ประมาณ 100 ตารางเมตร พบสาหร่ายสีขาว สีแดง และสีเขียวตามบ่อน้ำพุร้อน และธารน้ำร้อน อัตราการไหลรวมทั้งหมดของน้ำพุร้อนประมาณ 20 ลิตรต่อวินาที
จากผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำพุร้อนทางเคมีหลายตัวอย่างพบว่า คุณภาพของน้ำมีฤทธิ์ค่อนไปทางด่าง(pH ระหว่าง 9.2 ถึง 9.7) แร่ธาตุทั้งหมดที่ละลายในน้ำพุร้อน (Total dissolved solid) มีปริมาณไม่สูงมาก (ระหว่าง 440 ถึง 490 มิลลิกรัม/ลิตร)
คุณภาพของน้ำพุร้อนนี้ไม่เหมาะที่จะใช้ดื่ม เนื่องจากมีปริมาณของฟลูออไรด์ สูงเกินกว่ามาตรฐานของน้ำสะอาด ที่ใช้ดื่มซึ่งได้กำหนดให้ ฟลูออไรด์มีค่าไม่เกิน 1.5 มิลลิกรัมต่อลิตร อุณหภูมิของน้ำร้อนในแหล่งกักเก็บใต้ดิน (Subsurface temperature) ซึ่งคำนวณจากปริมาณของซิลิกาที่ละลายอยู่ในน้ำร้อนโดยสูตร T (SiO2) มีค่า 203 องศาเซลเซียส จากปริมาณของโซเดียม และโพแทสเซียม T (Na/K) มีค่า 186 องศาเซลเซียส และคำนวณจากปริมาณของโซเดียม โพแทสเซียม และแคลเซียมที่ละลายในน้ำร้อน T (Na-K-Ca) มีค่า 185 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปเมื่อเปรียบเทียบอุณหภูมิของน้ำร้อนในแหล่งกักเก็บที่คำนวณจากสูตรทั้งสาม มักพบว่า T (Na/K) และ T (Na-K-Ca) มีค่าสูงกว่า T (SiO2) แต่ที่แหล่งน้ำพุร้อนป่าแป๋ T (SiO2) สูงกว่า T (Na/K) และ T (Na-K-Ca) ทั้งนี้ เนื่องจากน้ำพุร้อนมีอุณหภูมิเท่ากับจุดเดือดและไม่ได้รับการผสมกับน้ำเย็นหรือน้ำบาดาลที่อยู่ใกล้เคียง เมื่อไอน้ำร้อนระเหยออกไป น้ำร้อนจะมีความเข้มข้นมากขึ้น ซิลิกาที่ละลายในน้ำร้อนมีปริมาณสูงขึ้นทำให้ T (SiO2) มีค่าสูงด้วย สำหรับปริมาณพลังงานความร้อนจากน้ำร้อนที่ปรากฏบนผิวดิน (Heat discharge) ของแหล่งน้ำพุร้อนป่าแป๋ คำนวณได้ไม่น้อยกว่า 4 เมกกะวัตต์
ธรณีวิทยา
ธรณีวิทยาบริเวณแหล่งน้ำพุร้อนป่าแป๋ ประกอบด้วยหินยุคไซลูเรียน-ดีโวเนียน และหินแกรนิตยุคไทรแอสซิก ดังนี้
หินยุคไซลูเรียน-ดีโวเนียน
หินยุคนี้โผล่ให้เห็นบริเวณดอยม่อนเจี๊ยะ ดอยโป่งเดือด และดอยกิ่วหวาย ซึ่งเป็นทิวเขาล้อมรอบแหล่งน้ำพุร้อนป่าแป๋ มีระดับความสูงตั้งแต่ 600 เมตร ถึง 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยมียอดเขาสูงสุด 1,265 เมตร ที่ดอยมอนเจี๊ยะซึ่งอยู่ทางตะวันออกของแหล่งน้ำพุร้อนป่าแป๋ หินยุคนี้ส่วนใหญ่เป็นหินทรายสีเทา เนื้อหินจัดอยู่ขนาดปานกลาง มีการคัดขนาดที่ดี หินควอร์ตไซต์ หินดินดาน และหินชนวน สีเทา พบหินควอรตซ์-ไมกา-ชีสต์ และหินเชิร์ตสีเทาบ้าง ลักษณะการวางชั้นของหินยุคนี้มักคดโค้งไปมา โดยมีแกนชั้นหินโค้งรูปประทุนหงายอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ หินมีความหนาไม่น้อยกว่า 500 เมตร รอยสัมผัสระหว่างหินยุคไซลูเรียน-ดีโวเนียน กับหินแกรนิตยุคไทรแอสซิกมักเป็นแบบรอยเลื่อน (Fault contact)
หินแกรนิตยุคไทรแอสซิก
หินแกรนิตชุดนี้แผ่กระจายค่อนข้างกว้างครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นเทือกเขาสูง หินชุดนี้มีความสัมพันธ์กับการกำเนิดแหล่งแร่ต่าง ๆ เช่น ฟลูออไรต์และการกำเนิดของแหล่งน้ำพุร้อนป่าแป๋ ประกอบด้วยหินไบโอไทต์แกรนิตเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหินขนาดละเอียดปานกลางถึงหยาบ มีทั้งที่เป็นเนื้อดอก (Porphyritic texture) และเนื้อที่ประกอบด้วยเม็ดแร่ขนาดเท่าๆ กัน(Equigranular texture) บางแห่งพบหินลูโคเครติกแกรนิต (Leucocratic granite) และสายแร่ควอรตซ์-เฟลด์สปาร์แทรกกระจายอยู่ทั่วไป แร่ประกอบหินหลักได้แก่ ควอรตซ์ เฟลด์สปาร์ และไบโอไทต์ แร่รองได้แก่ เซริไซต์ คลอไรต์ และมัสโคไวต์ สำหรับอายุของหินแกรนิตชุดนี้พบว่ามีอายุ 201 ฑ 21 ล้านปี หรืออยู่ในยุคไทรแอสซิก
ลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่สำคัญในบริเวณแหล่งน้ำพุร้อนป่าแป๋ ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางให้น้ำร้อนจากใต้โลกไหลขึ้นมาสู่ผิวดิน ได้แก่ แนวรอยเลื่อนและรอยแตกตามลำน้ำแม่แสะซึ่งวางตัวอยู่ในแนวเกือบตะวันออกตะวันตก หรือแนว WNW – ESE โดยมีแนวการเรียงตัวของบ่อน้ำพุร้อนต่างๆ ในแนวเกือบตะวันออก – ตะวันตก (ในทิศ 110ฐ ถึง 130ฐ วัดแบบอาซีมุท) นอกจากนั้นยังมีรอยเลื่อนและรอยแตกรองในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ (NE-SW) และแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ (NW-SE) เป็นช่องทางสนับสนุนในการลำเลียงน้ำร้อนขึ้นสู่ผิวดิน
แหล่งน้ำพุร้อนป่าแป๋มีกำเนิดเช่นเดียวกันกับแหล่งน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง โดยแหล่งความร้อนได้จากหินหนืดภายใต้โลก และแหล่งกักเก็บน้ำร้อนเป็นหินแกรนิตยุคไทรแอสซิก
โดยสรุปหินในแหล่งกักเก็บน้ำร้อนใต้โลก เป็นหินแกรนิตที่มีรอยเลื่อนและรอยแตกมาก ซึ่งอาจอยู่ลึกจากผิวดินประมาณ 4 กิโลเมตร โดยคำนวณจากค่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นต่อความลึก (Temperature gradient) ซึ่งมีค่าประมาณ 45 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร (SEATAR, 1980) โครงสร้างพวกรอยเลื่อนและรอยแตกในแนว WNW-ESE แนว NE-SW และ NW-SE เป็นช่องทางลำเลียงน้ำร้อนจากใต้โลกขึ้นมาสู่ผิวดิน น้ำร้อนนี้มีอุณหภูมิสูงถึงจุดเดือด ไม่ผสมกับน้ำเย็นหรือน้ำบาดาลในบริเวณใกล้เคียง มีฤทธิ์เป็นด่างอย่างอ่อนและมีส่วนประกอบของซิลิกาสูง ทำให้การคำนวณอุณหภูมิน้ำร้อนในแหล่งกักเก็บมีค่าสูงตามไปด้วย
ปัจจุบันแหล่งน้ำพุร้อนป่าแป๋ เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ยังไม่มีการพัฒนาเอาน้ำร้อนไปใช้ประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรม เนื่องจากแหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้เกิดในบริเวณหุบเขาสูง และการคมนาคมยังไม่สะดวก
แผนที่ธรณีวิทยาและแผนที่เส้นทาง



