วัดคีรีนาครัตนาราม

ซากดึกดำบรรพ์วัดคีรีนาครัตนาราม ตำบลชอนสารเดช อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี

ที่ตั้ง

แหล่งซากดึกดำบรรพ์ (Fossils) ที่น่าสนใจแหล่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณวัดคีรีนาครัตนาราม บ้านชอนสารเดช ตำบลชอนสารเดช อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี การเข้าถึงพื้นที่ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ระหว่างหลักกิโลเมตร ที่ 203-204 ซึ่งจะเลยทางแยกเข้าอำเภอโคกสำโรงไปประมาณ 12 กิโลเมตร โดยวัดคีรีนาครัตนารามอยู่ทางซ้ายมือของถนน วัดนี้เป็นวัดใหญ่และเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของกรมศาสนา มีเจ้าคณะอำเภอประจำอยู่ มีเนื้อที่ 110 ไร่ ภายในวัดมีโรงเรียนของเด็กเล็ก มีสนามใหญ่ให้นักเรียนวิ่งเล่น บริเวณวัดสะอาดสมเป็นวัดตัวอย่าง ซึ่งมีอายุนานกว่า 40 ปี

ลักษณะธรณีวิทยา

ธรณีวิทยาบริเวณวัดคีรีนาครัตนารามเป็นเขาหินปูนโดด ๆ (Massive limestone) สูงประมาณ 20 เมตร และมีสีเทาอ่อน เมื่อมองจากถนนเข้าวัดจะเห็นโบสถ์ตั้งอยู่บนโขดหินขนาดใหญ่อย่างเด่นชัด เขาหินปูนนี้อยู่ทางซ้ายมือของถนน และมีส่วนที่โผล่พ้นผิวดินเป็นโขดหินใหญ่น้อยปกคลุมไปด้วยต้นไม้เป็นแนวตลอดไปจนถึงท้ายวัด อายุของหินปูนนี้จัดอยู่ในยุคเพอร์เมียนตอนกลาง (Middle Permian) ประมาณ 250 ล้านปีมาแล้ว ในการกำหนดลำดับชั้นหินจัดให้อยู่ในหมวดหินตากฟ้า (Tak Fa Formation) ในเนื้อหินปูนพบซากดึกดำบรรพ์ที่น่าสนใจหลายชนิด ประกอบด้วย ฟอแรมขนาดใหญ่ (Larger foraminifera) หรือฟูซูลินิด (Fusulinid) แบรคิโอพอด (Brachiopod) ไครนอยด์ (Crinoid) ออสตราคอด (Ostracod) ฟอแรมขนาดเล็ก (Smaller foraminifera) สาหร่าย (Algae) ปะการัง (รูปล่างซ้ายหน้า 103) และเศษเปลือกเอไคนอยด์ (Echinoid fragment)  ในปี พ.ศ.2516 Toriyama และ Pitakpaivan ได้ศึกษาพบฟูซูลินิดมากมาย สำหรับศึกษาครั้งนี้ได้พบซากของ ฟูซูลินิด และฟอแรมขนาดเล็กเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อย

ซากดึกดำบรรพ์

ฟูซูลินิดและฟอแรมขนาดเล็กได้รับการจัดจำแนกให้อยู่ในไฟลัมสัตว์เซลล์เดียว (Phylum Protozoa) หรือปัจจุบันจัดให้เป็นไฟลัมโปรทิสตา (Protista) เนื่องจากเป็นสัตว์เซลล์เดียว แต่มีการแบ่งตัวได้เป็นหลายห้อง (Chamber) อยู่ในชั้นซาร์โคดินา (Class Sarcodina) และ อันดับฟอแรมินิเฟอรา (Order Foraminifera) ฟูซูลินิดหรือฟอแรมขนาดใหญ่ เป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์แล้ว มักพบอยู่ในหินปูนเป็นส่วนใหญ่ มีรูปร่างยาว หัวท้ายแหลม แต่บางชนิดมีลักษณะทรงกลม ขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร จนถึงใหญ่ที่สุด มีความยาว 1-2 นิ้ว (ตัวอย่างจากรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา) ฟูซูลินิดที่วัดคีรีนาครัตนาราม พบว่ามีความยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร แต่ความยาวเฉลี่ยประมาณ 0.7 เซนติเมตร ฟูซูลินิดพบมากในหินยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous) และเพอร์เมียน เมื่อสิ้นสุดยุคเพอร์เมียนจะไม่พบอีกเลย ฟูซูลินิดที่พบโดย Toriyama และ Pitakpaivan มีจำนวน 6 สกุล (genus) 7 ชนิด (species) การศึกษาครั้งนี้พบเพิ่มอีก 1 สกุล

ฟอแรมขนาดเล็ก เป็นสัตว์ในอันดับฟอแรมินิเฟอราเช่นเดียวกับฟูซูลินิด แต่มีขนาดเล็ก มีรูปร่างหลายแบบ ส่วนใหญ่อยู่ในน้ำทะเล เปลือกซึ่งมีรูพรุนมากมาย ประกอบขึ้นด้วย สารแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate) เป็นส่วนใหญ่ แต่มีบางชนิดประกอบด้วยสารซิลิกา (Silica) หรือ ไคติน (Chitin) ปัจจุบันพบว่ามีฟอแรมขนาดเล็กอยู่จำนวนมากมายทั้งในน้ำทะเล น้ำกร่อย และน้ำจืด โดยมีขนาดตั้งแต่ 0.1 มิลลิเมตร ถึง 2.0 มิลลิเมตร

ประโยชน์และการอนุรักษ์

ฟูซูลินิดเป็นสัตว์ทะเลที่มีช่วงอายุสั้นมาก แต่ละสกุลจะมีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่กำเนิดขึ้นในโลกจนถึงสูญพันธุ์ มีการแพร่พันธุ์เร็ว และกระจายแพร่หลายไปทั่วโลก ทั้งโครงสร้างภายในยังมีความแตกต่างกันตามลำดับวิวัฒนาการ ทำให้สามารถจำแนกรายละเอียดความแตกต่างของสกุลและชนิดได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงมีความเหมาะสมสำหรับเป็นตัวกำหนดอายุของหินที่มีซากฟูซูลินิดสะสม เพราะสามารถกำหนดระยะเวลาได้เป็นช่วงแคบๆ ทำให้การเทียบสัมพันธ์ชั้นหินช่วงเวลาเดียวกันมีความถูกต้อง แม่นยำ อันเป็นประโยชน์อย่างมากมายด้านวิชาการ
เนื่องจากฟูซูลินิดมีขนาดใหญ่ เห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า และ มีรูปร่างยาวรีแหลมหัวท้าย คล้ายเมล็ดข้าว ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นข้าวสารโบราณ จึงเรียกว่า คตข้าวสาร ผู้สนใจสามารถเดินทางมาชมได้ที่วัดคีรีนาครัตนาราม เพราะพบจำนวนมากมาย และอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 200 กิโลเมตร

สำหรับซากฟอแรมขนาดเล็กนั้น มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้สภาพแวดล้อมของแอ่งสะสมตัวของตะกอนในอดีตได้เป็นอย่างดี เนื่องจากฟอแรมขนาดเล็กแต่ละสกุลอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไป เช่น บางสกุลอาศัยอยู่ได้เฉพาะในน้ำเค็ม บางสกุลอาศัยได้ในน้ำจืด หรือบางสกุลสามารถอยู่ได้ในน้ำกร่อย การพบซากฟอแรมชนิดที่อาศัยอยู่ในน้ำเค็มในชั้นหินจึงบ่งบอกให้ทราบว่า หินนั้นสะสมตัวในทะเล ทำให้ทราบว่าพื้นที่เหล่านี้ สมัยโบราณจมตัวอยู่ในทะเล ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก แผ่นดินส่วนนี้ถูกยกตัวให้สูงขึ้นจากระดับน้ำทะเล ทำให้เราเห็นซากสัตว์โบราณเหล่านี้ได้ ดังนั้นซากดึกดำบรรพ์นอกจากจะมีความสำคัญด้านการกำหนดอายุชั้นหินแล้ว ยังเป็นข้อมูลสำคัญที่บ่งบอกถึงสิ่งแวดล้อมโบราณ และเป็นเบาะแสของการค้นหาประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาของโลกอีกด้วย

แผนที่ธรณีวิทยาและแผนที่เส้นทาง

ตรากรมทรัพยากรธรณี
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.