ถ้ำทะเล

ถ้ำทะเล ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง

ที่ตั้ง

ถ้ำทะเล หรือ ถ้ำเขากอบ ตั้งอยู่ที่ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง การเดินทางไปถึงพื้นที่ทำได้โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 4 สายตรัง-ห้วยยอด-วังวิเศษ ทางแยกเข้าถ้ำทะเลอยู่เลยอำเภอห้วยยอดไปทางวังวิเศษประมาณ 7 กิโลเมตร โดยเลี้ยวซ้ายเข้าถนน รพช. (เขากอบ-หัวแหวน) ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 7-8 เข้าไปประมาณ 500 เมตร จึงเลี้ยวซ้ายไปเขากอบ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้ง ถ้ำทะเล

ลักษณะของแหล่ง

ถ้ำทะเล หรือ ถ้ำเล หรือ ถ้ำเขากอบ เป็นถ้ำที่ชาวบ้านในบริเวณเขากอบเรียกกันตามภาษาพื้นบ้าน การที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ถ้ำเล หรือ ถ้ำทะเล นั้น คงจะไม่ได้หมายถึง โพรงหรือถ้ำที่เกิดจากการผุกร่อนของหน้าผาชายฝั่งทะเล เนื่องจากการถูกคลื่นกัดเซาะ จนเกิดโพรงที่เรียกกันว่า โพรงหินชายฝั่ง (Sea cave หรือ Marine cave) ทั้งนี้เพราะบริเวณอำเภอห้วยยอดอยู่ไกลจากทะเลมาก ดังนั้น คำว่า “ถ้ำเล” นี้ จึงไม่น่าจะหมายถึง น้ำทะเล แต่ในภาษาท้องถิ่นทางภาคใต้หมายถึง สิ่งที่เป็นน้ำ มีบริเวณกว้างใหญ่ เพราะถ้ำเลเป็นถ้ำใหญ่ที่มีน้ำไหลผ่านตลอดถ้ำ ถ้ำเลประกอบด้วย ถ้ำต่าง ๆ หลายถ้ำ อยู่ภายใต้ภูเขากอบ ได้แก่ ถ้ำคนธรรพ์ ถ้ำรากไทร ถ้ำท้องพระโรง ถ้ำพระสวรรค์ ถ้ำตะพาบน้ำ ถ้ำเพชร ถ้ำพลอย และถ้ำแป้ง

ภายในถ้ำเขากอบมีหินย้อยที่แตกต่างไปจากถ้ำอื่น ๆ คือ มีหินย้อยประเภทที่เรียกว่า หลอดหินย้อย (Soda straw) อยู่เป็นจำนวนมาก แสดงถึงช่วงของการเกิดเป็นหินย้อยในระยะต้น

ธรณีวิทยา

เขากอบเป็นเขาโดด (Monadnock) ที่มีความสูงประมาณ 160 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีความยาวประมาณ 800 เมตร และมีช่วงกว้างที่สุดประมาณ 400 เมตร เทือกเขาวางตัวในแนว NNW-SSE เขากอบโผล่อยู่ในที่ราบลุ่ม ซึ่งเต็มไปด้วยทุ่งนาและสวนยาง มีคลองยางยวนไหลผ่านเข้ามายังเขากอบ บริเวณเชิงเขากอบ มีแนวคลองล้อมรอบ บางส่วนอาจเป็นการขุดคูเชื่อมต่อกับคลองธรรมชาติ

เขากอบประกอบด้วยหินปูนเนื้อละเอียดสีเทา เทาดำ เทาอมน้ำตาล เนื้อหินบางส่วนมีการตกผลึกใหม่ (Recrystallized) หินปูนในบางบริเวณจะเป็นหินปูนเนื้อปนโดโลไมต์ (Dolomitic limestone) และหินโดโลไมต์ (Dolomite) หินปูนมีลักษณะเป็นชั้นหนา มีแนวของชั้นหินอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ ชั้นหินเอียงเทไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีมุมเอียงเท 20 องศา หินปูนนี้จัดอยู่ในกลุ่มหินราชบุรี (Ratburi Group) มีอายุอยู่ในยุคเพอร์เมียน (Permian) ประมาณ 250-295 ล้านปี

บริเวณเขากอบมีรอยเลื่อน (Fault) อยู่หลายแนวด้วยกัน ได้แก่ แนวเหนือ-ใต้ แนวตะวันตก-ตะวันออก แนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณที่รอยเลื่อนผ่าน จะพบหินปูนกรวดเหลี่ยม (Brecciated limestone) ซึ่งประกอบด้วย เศษชิ้นหินปูนเชื่อมประสานกันด้วยสารแคลเซียมคาร์บอเนต หินปูนกรวดเหลี่ยมเหล่านี้สะสมตัวตามแนวรอยเลื่อน

การเกิดถ้ำทะเล

ถ้ำทะเล หรือ ถ้ำเขากอบ เป็นถ้ำบนแผ่นดิน (Inland cave) ห่างไกลจากชายฝั่งทะเล โดยเกิดเป็น ถ้ำหินปูน ที่เรียกว่า Limestone cave หรือ Solution cave และมีธารน้ำไหลลอดใต้ภูเขา ธารน้ำจะแยกออกเป็นหลายสายใต้ภูเขา ไหลออกมาบรรจบกับคลองธรรมชาติภายนอกหลายบริเวณด้วยกัน ธารน้ำเหล่านี้เรียกกันว่า ทางน้ำใต้ดิน (Subterranean stream) กระบวนการเกิดเป็นถ้ำหินปูนมีลำดับเรื่องราว ดังต่อไปนี้ คือ

ยุคเพอร์เมียน ตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนตเกิดสะสมตัวในทะเล เมื่อตะกอนเหล่านี้แข็งตัวจะให้หินปูนที่มีลักษณะเป็นมวลเนื้อแน่น ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงเปลือกโลก ทำให้พื้นที่บริเวณที่ตะกอนคาร์บอเนตสะสมตัวยกตัวขึ้นเป็นผืนแผ่นดิน ชั้นหินปูนจึงเกิดการกัดกร่อน เนื่องจากสารแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ที่ประกอบเป็นเนื้อหินมีคุณสมบัติละลายได้ดีในสารละลายที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน เมื่อน้ำฝนตกลงมาจะทำปฏิกิริยากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในอากาศ กลายเป็นกรดคาร์บอนิค (H2CO3) ละลายปนกับน้ำฝน ทำให้น้ำฝนมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ เมื่อน้ำฝนซึมลงสู่ใต้ดิน จึงกลายเป็นน้ำใต้ดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนด้วย น้ำใต้ดินนี้จะแทรกซึมลงไปตามรอยแตกและรอยเลื่อนของหินปูน และจะละลายเนื้อหินปูนตามรอยแตกและรอยเลื่อนเหล่านี้ตลอดเวลาที่น้ำขังอยู่หรือไหลผ่าน เมื่อการละลายมากขึ้น ก็จะทำให้รอยแตกและรอยเลื่อนขยายออกกว้างขึ้นเป็นโพรง การหมุนเวียนของน้ำใต้ดินที่พาเอาสารละลายแคลเซียมคาร์บอเนตออกไป พร้อมกับหมุนเวียนเอาน้ำใต้ดินที่เป็นกรดอ่อนมาเพิ่มเติม ทำให้โพรงหินปูนขยายกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ จนโพรงกลายเป็นถ้ำที่อยู่ใต้ระดับน้ำใต้ดินไปในที่สุด แนวของการกัดเซาะละลาย ส่วนใหญ่จะอยู่ในแนวเดียวกับรอยเลื่อน ทั้งนี้จะเห็นได้จากแนวของถ้ำต่าง ๆ ภายใต้เขากอบ จะมีแนวที่ใกล้เคียงกับรอยเลื่อนมาก ต่อมาระดับน้ำใต้ดินลดลงหรือแผ่นดินบริเวณนั้นยกตัวสูงขึ้น ทำให้ถ้ำหรือโพรงที่เคยอยู่ใต้ระดับน้ำใต้ดินยกระดับพ้นระดับน้ำใต้ดินกลายเป็นถ้ำต่าง ๆ ในปัจจุบัน เช่น ถ้ำคนธรรพ์ ถ้ำรากไทร ถ้ำท้องพระโรง และถ้ำอื่น ๆ อีกมากมาย ส่วนระดับน้ำใต้ดินที่ลดต่ำลงก็ยังคงไหลลอดใต้ภูเขา โดยมีแนวการไหลของสายน้ำใกล้เคียงกับแนวของรอยเลื่อน

เมื่อถ้ำอยู่สูงกว่าระดับน้ำใต้ดิน การกัดกร่อนหรือการละลายของหินปูนจะหยุดลง แต่จะมีการสะสมตัวของแคลเซียมคาร์บอเนตเข้ามาแทนที่ โดยน้ำที่พาเอาสารแคลเซียมคาร์บอเนตละลายปนมาด้วย เป็นตัวการทำให้เกิดการสะสมตัวของแคลเซียมคาร์บอเนต ในรูปของหินงอก (Stalagmite) และหินย้อย (Stalactite) ซึ่งจะเกิดขึ้นตามร่อง หรือช่องทางที่น้ำซึมลงมา และมีรูปร่างต่าง ๆ กัน การเกิดหินงอกหรือหินย้อยเริ่มต้นจากหยดน้ำที่มีแคลเซียมคาร์บอเนตละลายปนมาในรูปของไบคาร์บอเนตระเหย ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แยกตัวออกไปจากสารละลายแคลเซียมไบคาร์บอเนตและทำให้แคลเซียมคาร์บอเนตตกตะกอนที่พื้นของหยดน้ำ โดยขอบจะยื่นยาวลงมาเรื่อยๆ ในกรณีนี้หยดน้ำที่หยาดจากเพดานถ้ำจะทำให้เกิดเป็นท่อหรือหลอดเล็ก ๆ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 1 เซนติเมตรขึ้นไป และมีน้ำไหลไปตามรูตรงกลาง การสะสมตัวของตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนตที่ปลายหลอดทำให้หลอดนั้นยาวขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นหลอดหินย้อย บางแห่งพบว่าหลอดหินย้อยยาวเป็นเมตร ถ้าหลอดหินย้อยอุดตัน น้ำจะเปลี่ยนทางมาไหลที่ผิวด้านนอก ตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนตจะพอกที่ด้านนอกของหลอด ทำให้หลอดหนาขึ้น ใหญ่ขึ้น และมีขนาดยาวยิ่งขึ้นกลายเป็นหินย้อย หินย้อยนี้นอกจากจะมีลักษณะเป็นท่อแล้ว ยังเป็นแบบม่านหินปูน (Drapery) และเสาหิน (Column or pillar) ได้
สำหรับหินงอกก็เช่นเดียวกับหินย้อย หยดน้ำที่หยาดจากเพดานลงบนพื้น จะทำให้ตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนตค่อย ๆ สะสมตัวพอกพูนสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหินงอก

การอนุรักษ์

ถ้ำเขากอบในปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติของจังหวัดตรัง โดยการพัฒนาได้เริ่มอย่างจริงจังในปี 2538 จนทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ถ้ำเขากอบเคยได้รับการพัฒนาตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยนายอิน วรรณบวรหรือขุนกอบคีรีกิจ ได้ทำการขุดลอกคลองภายในถ้ำที่ตื้นเขิน เพื่อให้ลำน้ำไหลผ่านได้สะดวก หลังจากนั้นไม่มีการบูรณะใด ๆ เขากอบจึงกลายเป็นถ้ำร้าง จนในปี พ.ศ.2527-2528 ได้มีการขุดลอกอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้มีการจัดการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จนกระทั่งปี พ.ศ. 2538 จึงเริ่มมีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด โดยการพานั่งเรือไปเที่ยวชมภายในถ้ำ เดิมใช้เรือที่มีเครื่องยนต์ แต่ปัจจุบันท้องถิ่นได้ใช้เรือพาย เนื่องจากเขม่าควันจากเรือยนต์ ไปจับที่บริเวณผนังถ้ำ โดยเฉพาะหินย้อย จึงได้ใช้เรือพายแทนเพื่อเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ข้อควรระวังสำหรับการเที่ยวชมถ้ำ

ถ้ำเป็นโพรงที่เกิดจากการละลายของชั้นหินปูน โพรงถ้ำอาจเกิดติดต่อกันหรือไม่ติดต่อกันก็ได้ อาจมีเพียงชั้นเดียวหรือหลายชั้น อาจมีผนังบางหรือหนา ผนังหลังคาอาจบางหรือหนา อาจมีอากาศถ่ายเทเนื่องจากเป็นถ้ำทะลุ หรือไม่มีอากาศถ่ายเทเนื่องจากเป็นถ้ำปิดก็ได้ การพัฒนาควรศึกษาข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ถ้ำที่ผนังบางจะเคาะมีเสียงดัง ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่เคาะแล้วมีเสียงดัง เพราะแสดงว่ามีโพรงอยู่เบื้องล่าง ผนังโพรงอาจรับน้ำหนักไม่ไหว หักพังลงไปเกิดอันตรายได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงบริเวณดังกล่าว

แผนที่ธรณีวิทยาและแผนที่เส้นทาง

ตรากรมทรัพยากรธรณี
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.