กรมทรัพยากรธรณีแถลงสื่อ“ธรณีพิบัติภัย…ดินถล่มที่ต้องจับตา”

เช้าวันนี้ (5 เมษายน 2554) นายอดิศักดิ์ ทองไข่มุกต์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี พร้อมด้วย นายอดิชาติ สุรินทร์คำ ผู้ตรวจราชการกรม และนายเลิศสิน รักษาสกุลวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและธรณีพิบัติภัย แถลงข่าวสื่อมวลชนร่วมกัน กรณีธรณีพิบัติภัยดินถล่มที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและระบบสาธารณูปโภค และพื้นที่ทางการเกษตรอย่างมหาศาล
นายอดิศักดิ์ ทองไข่มุกต์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยว่าจากการสำรวจข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม รวม 51 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีหมู่บ้านเสี่ยงภัย รวม 6,450 หมู่บ้าน 1,056 ตำบล 323 อำเภอ โดยข้อมูลดังกล่าว กรมทรัพยากรธรณี ได้ปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรในพื้นที่ลาดเขา รวมทั้งการขยายตัวของชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัย และจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“สถานการณ์ธรณีพิบัติภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ ช่วงตั้งแต่วันที่ 24-31 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา กรมทรัพยากรธรณีได้รับแจ้งสถานการณ์ธรณีพิบัติภัยจากเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย พบว่า มีสถานการณ์ดินถล่ม 6 แห่ง ดินไหล 25 แห่ง และหินร่วง 1 แห่ง รวมทั้งสิ้น 32 แห่ง ล่าสุด มีผู้เสียชีวิต จำนวน 45 ราย”นายอดิศักดิ์กล่าว
นายอดิศักดิ์ กล่าวเพิ่มว่า พื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่มในประเทศไทย เกิดจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สภาพธรณีวิทยา สภาพภูมิประเทศ ปริมาณน้ำฝน และสภาพสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
นอกจากปัจจัยหลักที่เป็นสาเหตุให้เกิดดินถล่มแล้ว กรมทรัพยากรธรณี ยังได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการเกิดดินถล่มที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนี้
· การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตร บนพื้นที่ลาดเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกพืชชนิดเดียว (Monocrop) เช่น ยางพารา ข้าวโพด ฯลฯ ซึ่งพืชเหล่านี้มีรากตื้น และเกาะชั้นดินที่ความลึกระดับเดียว ทำให้เสถียรภาพของชั้นดินลดลง จึงควรมีมาตรการควบคุมการปลูกพืชในบริเวณลาดเขา และจัดทำแนวทางการแก้ไขปัญหาในเชิงวิศวกรรม บนพื้นที่ลาดชันและมีความเสี่ยงสูง
· การปรับเปลี่ยนความลาดชัน เช่น การตัดถนนและการตัดลาดเขา ทำให้มีโอกาสเกิดดินถล่มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขามีความลาดชันและมีโอกาสเกิดดินถล่มสูงอยู่แล้ว
· การปรับปรุงระบบเตือนภัยให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา โดยกำหนดแผนการเฝ้าระวังและเตือนภัยดินถล่มที่เหมาสมกับพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องการจัดทำแผนที่เสี่ยงภัยดินถล่มระดับชุมชนให้ครบทุกพื้นที่ และมีการซักซ้อมประชาชนในการอพยพหนีภัย รวมทั้งจัดทำแผนการบรรเทาเหตุหลังเกิดกรณีธรณีพิบัติภัย
ด้านนายอดิชาติ สุรินทร์คำ ผู้ตรวจราชการกรม เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมทรัพยากรธรณี ได้จัดตั้งอาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย พร้อมจัดทำแผนการเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยดินถล่มของชุมชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมแล้วเสร็จ 42 จังหวัด โดยในพื้นที่ภาคใต้ได้มีการดำเนินการไปแล้ว 10 จังหวัด (จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา นครศรีธรรมราช พัทลุง กระบี่ ตรัง สตูล และสงขลา) จนถึงปัจจุบันมี อาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยรวมทั้งสิ้น ๑๔,๘๔๕ คน ที่พร้อมให้ข้อมูลและรายงานตรงทั้งก่อน ขณะ และภายหลังเกิดเหตุ
ด้านนายเลิศสิน รักษาสกุลวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและธรณีพิบัติภัย กล่าวเสริมว่า นอกจากการจัดตั้งอาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยแล้ว กรมทรัพยากรธรณียังเร่งดำเนินการซักซ้อมแผนการเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยดินถล่ม โดยจำลองเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัย ในพื้นที่ 21 จังหวัด โดยในพื้นที่ภาคใต้ได้มีการดำเนินการไปแล้ว 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี พังงา นครศรีธรรมราช พัทลุง กระบี่ ตรัง และสตูล
นายอดิศักดิ์ ทองไข่มุกต์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า กรมทรัพยากรธรณี ดำเนินงานซักซ้อมแผนการเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยดินถล่มแบบบูรณาการ โดยประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช หน่วยงานต้นน้ำ กรมป่าไม้กรมทรัพยากรน้ำ เกี่ยวกับการวัดปริมาณน้ำฝน นอกจากนี้ กรมทรัพยากรธรณียังมีแผนในการนิมนต์พระสงฆ์ที่พักอาศัยอยู่ ในพื้นที่ป่า ไม้ จำนวน 6,038 แห่ง ใน 64 จังหวัด ทั่วประ เทศ
ทั้งนี้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อธรณีพิบัติดินถล่ม ในลักษณะอยู่ติดพื้นที่ตามลาดเชิงเขา ระหว่างหุบเขาหรือใกล้ภูเขาสูง ซึ่งเหล่านี้มีโอกาสได้รับผลกระทบจากดินถล่มสูง ซึ่งข้อสังเกตในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่ม ได้แก่ พื้นที่เป็นภูเขาสูงชัน ที่ลาดเชิงเขา หุบเขา มีชั้นดินหนา ไม่มีต้นไม้หรือพืชคลุมดิน และการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เหมาะสม หรือสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ เป็นต้น

ตรากรมทรัพยากรธรณี
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.