ภูทอกน้อย

ภูทอกน้อย ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย

ที่ตั้ง

เขาภูทอกน้อย อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย การเข้าถึงพื้นที่สามารถกระทำได้โดยการเดินทางด้วยรถยนต์จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 2 จนถึงตัวจังหวัดหนองคาย (ระยะทาง 615 กิโลเมตร) แล้วเดินทางต่อไปยังอำเภอบึงกาฬโดยทางหลวงหมายเลข 212 (ระยะทาง 135 กิโลเมตร) จากอำเภอบึงกาฬเดินทางไปยังเทือกเขาภูสิงห์-ภูทอกตามทางหลวงหมายเลข 222 ถึงอำเภอศรีวิไลเป็นระยะทาง 27 กิโลเมตร และใช้ทางลาดยางเล็กๆ ไปจนถึงวัดเจติยาคีรีวิหารซึ่งตั้งอยู่ที่เขาภูทอกน้อย

ลักษณะของแหล่ง

เขาภูทอกน้อย เป็นหนึ่งในกลุ่มเทือกเขาภูสิงห์-ภูทอกใหญ่ซึ่งมีแนวเขา อยู่ในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ ต่อเนื่องเข้าไปยังประเทศลาว มีลักษณะเป็นเขาโดดซึ่งอยู่ปลายสุดของเทือกเขา ความสูงประมาณ 350 เมตร จากระดับทะเล ยอดเขามีลักษณะยอดราบหรือเป็นภูเขายอดราบ (Mesa) ขนาดความกว้างและความยาวประมาณ 400X750 เมตร มีหน้าผาสูงชันโดยรอบ รอบๆเขามีส่วนเว้าเข้าไปตามธรรมชาติเป็นชั้นๆ การขึ้นยอดของเขาภูทอกน้อยกระทำได้โดยทางขึ้นบันไดของวัดซึ่งเป็นไม้เท่านั้น

ธรณีวิทยา

หินในเขาภูทอกน้อยเป็นหินในหมวดหินภูทอก (Phu Tok Formation) ซึ่งประกอบด้วยชั้นหินทรายที่มีลักษณะเนื้อแตกต่างกัน 2 ชนิด สลับกัน มีความหนาทั้งหมด 139 เมตร ชั้นหินไม่มีการเอียงเทที่ชัดเจนนัก
ชั้นหินทรายชนิดแรกเป็นชั้นหินทรายเนื้อละเอียดมากถึงเนื้อแป้งปนปูน มีสีแดงแกมน้ำตาลถึงแดงแกมม่วง เนื้อหินแสดงลักษณะริ้วลายลอนคลื่น มีความหนาตั้งแต่ 2 ถึง 5 เมตร ส่วนหินทรายอีกชนิดหนึ่งเป็นชั้นหินทรายเนื้อละเอียดถึงเนื้อหยาบ เนื้อหินแสดงการวางชั้นเฉียงระดับหลายทิศทาง ชั้นนี้มีความหนาตั้งแต่ 2 – 20 เมตร อายุของหินในหมวดหินภูทอกยังไม่แน่ชัดเนื่องจากขาดหลักฐานด้านซากดึกดำบรรพ์ แต่จากการลำดับชั้นหินคาดว่ามีอายุอยู่ในช่วงครีเทเชียสตอนกลาง เกิดขึ้นจากการสะสมตัวของตะกอนที่พัดพามาโดยน้ำและลมสลับกัน
ลักษณะที่เด่นที่สุดของเขาภูทอกน้อยคือลักษณะของชั้นเว้าของหินที่มีความคงทนต่อการผุพังต่ำสลับกับชั้นหินที่มีความแข็งแกร่งทนทานต่อการผุพังกว่า ทำให้เกิดเป็นชั้นเว้านับได้ประมาณ 7 ชั้น และแต่ละชั้นจะเว้าลึกเข้าไปประมาณ 3 – 7 เมตร จึงมีการสร้างสถานปฏิบัติธรรมขึ้น และมีการสร้างบันไดเวียนขึ้นไปตามชั้นต่างๆ (ประมาณกว่า 700 ขั้น รูปบนซ้ายหน้า 51) เพื่อชมทัศนียภาพของพื้นที่ป่าในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย ซึ่งทางวัดได้สร้างศาลาพักไว้ตามชั้นเว้าต่างๆ ซึ่งมีจำนวนถึง 7 ชั้นและได้เรียกชื่อแต่ละชั้นอย่างง่ายๆ ว่า ชั้น 1, 2, 3, 4, 5, 6 และ 7

การเกิดลักษณะแทรกสลับ

การเกิดเป็นลักษณะชั้นคอดเว้าสลับกับชั้นนูนของหินที่ภูทอกน้อย เป็นลักษณะภูมิประเทศที่โดดเด่นแห่งหนึ่งของประเทศไทย สาเหตุของการเกิดลักษณะเช่นนี้มีสาเหตุต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่ตะกอนเริ่มสะสมตัว โดยแอ่งสะสมตะกอนที่เขาภูทอกน้อยขณะสะสมตัวนั้น ได้รับอิทธิพลทั้ง จากลมและน้ำที่พัดพาตะกอนมาสู่แอ่ง แต่ละช่วงนับเป็น วัฏจักรที่ยาวนานพอสมควร ดังจะเห็นได้จากชั้นตะกอนที่มีความหนามากกว่า 1-2 เมตรขึ้นไปทุกชั้น ลมจะเป็นตัวกลางนำพาตะกอนที่จะทำให้เกิดเป็นชั้นทรายเนื้ออาร์โคสเข้ามาสะสม ในขณะที่น้ำจะเป็นตัวกลางนำพาตะกอนทรายละเอียดเข้ามาสู่แอ่ง ดังจะเห็นได้จากชั้นเฉียงระดับในชั้นหินทรายอาร์โคส ซึ่งมีขนาดใหญ่ มุมเทสูง และมีทิศทางหลากหลายไม่แน่นอน ซึ่งลักษณะดังกล่าวพบเห็นได้จากการสะสมตัวของทรายในทะเลทรายปัจจุบัน สำหรับโครงสร้างลอนคลื่นหรือริ้วรูปตา ตลอดจนแร่ซึ่งได้จากน้ำเค็มระเหยและสารแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งมีส่วนทำให้เนื้อทรายมีปูนปน บ่งบอกถึงการสะสมตัวจากแหล่งกระแสน้ำหลากที่มีสภาพปั่นป่วน ซึ่งเป็นสภาพที่พบได้ตามทะเลสาบในทะเลทราย และบ่งถึงสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัดจนทำให้แร่น้ำเค็มระเหยและแคลเซียมคาร์บอเนตจากใต้ผิวดินถูกดึงขึ้นมาสะสมตัวบนผิวพื้นดิน โดยขบวนการซึมขึ้นมาตามรูเล็ก ๆ (Capillary)

เมื่อตะกอนที่ได้รับการพัดพาเข้าสู่แอ่งสะสมและเปลี่ยนสภาพเป็นหินแข็ง ต่อมาการปรับตัวของเปลือกโลกในช่วงเวลาหลังยุคครีเทเชียสทำให้แอ่งสะสมตะกอนยกตัวขึ้นมาเป็นพื้นที่สูง และได้เริ่มกระบวนการทำลาย เพื่อปรับระดับให้ราบลง โดยการทำลายส่วนที่สูง และตกทับถมส่วนที่ต่ำกว่าให้เต็ม เขาภูทอกจึงได้รับอิทธิพลจากกระบวนการทำลายของโลกด้วย โดยบริเวณด้านข้าง เริ่มเกิดการกัดเซาะอันเนื่องมาจากการแกว่งตัวของแม่น้ำโขงโบราณ ซึ่งไหลตามแนวรอยแตกหลักของพื้นที่ (แนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้) ส่งผลให้พื้นที่สูงดังกล่าวถูกกัดกร่อนเหลือเพียงลักษณะเทือกเขาภูทอก-ภูสิงห์ และภูวัว ซึ่งเป็นแนวที่ขนานกับทิศทางการไหลของแม่น้ำโขงเท่านั้น นอกจากนี้ เทือกเขาที่ยังเหลืออยู่ ก็ยังแสดงให้เห็นว่าชั้นหินที่คงทนต่อการทำลายได้ง่ายกว่า (ชั้นหินทรายละเอียด) จะถูกกัดกร่อนให้คอดเว้า ในขณะที่ชั้นหินที่คงทนกว่า (ชั้นหินทรายอาร์โคส) ถูกทำลายได้ยากกว่า ยังคงขนาดเดิมอยู่ ดังนั้นเขาภูทอกน้อยจึงมีลักษณะโดยรวมเห็นได้ดังเช่นปัจจุบัน

สำหรับการผุพังบนผิวหน้าของชั้นหินที่มีลักษณะการแตกเป็นรูปหลายเหลี่ยมหรือคล้ายกับหมอนซ้อนกันนั้น เกิดจากการหดตัวของผิวหินในช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งเป็นรูปแบบของการผุพังตามธรรมชาติของชั้นหินทรายในกลุ่มหินโคราชเช่นเดียวกันที่เกิดขึ้นในแหล่งหมอนหินซ้อน อุทยานภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และแหล่งเขาหินเจดีย์สมอง อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี

แผนที่ธรณีวิทยาและแผนที่เส้นทาง

ตรากรมทรัพยากรธรณี
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.