อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
ที่ตั้ง
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่ในเขตตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่ทั้งหมดจำนวน 3740 ไร่ อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร การเข้าถึงพื้นที่ทำได้โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 (อุดรธานี-หนองคาย) เดินทางไปประมาณ 13 กิโลเมตร ถึงบ้านดงไร่ให้เลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทางหลวงสาย 2021 เพื่อไปอำเภอบ้านผือเป็นระยะทาง 43 กิโลเมตร แล้วตรงไปตามเส้นทางหลวงสาย 2348 ไปทางอำเภอน้ำโสม ไปได้ราว 8 กิโลเมตรจะถึงสามแยกบ้านติ้ว ตรงไปอีก 4 กิโลเมตร จึงถึงอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท นอกจากนี้แล้วยังมีเส้นทางที่แยกเข้าอำเภอบ้านผือได้อีก คือ สาย 210 (วังสะพุง-หนองบัวลำภู) ให้แยกเข้าสาย 2097 ที่บ้านคำไฮ ซึ่งอยู่ห่างจากจังหวัดหนองบัวลำภูประมาณ 22 กิโลเมตร หรือจะใช้เส้นทางหลวงสาย 211 (เชียงคาน-หนองคาย) ก็ได้ แล้วแยกเข้าอำเภอบ้านผือที่บ้านท่าบ่อ อำเภอท่าบ่อ
ลักษณะของแหล่ง
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของมนุษย์ที่มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในด้านการคิดค้น ดัดแปลงทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิต ตลอดจนความสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกในชีวิตประจำวันออกมาเป็นงานศิลป์ ในรูปของภาพเขียนตามเพิงถ้ำ เพิงหิน ความสามารถนี้เป็นลักษณะเฉพาะตัวของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ไม่เคยมีปรากฏในสัตว์กลุ่มอื่นๆ
แหล่งท่องเที่ยวในอุทยานฯภูพระบาทกระจายออกเป็นพื้นที่กว้าง เป็นกลุ่มเพิงหินมีลักษณะรูปดอกเห็ดหรือรูปร่างอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเป็นสถานที่ให้มนุษย์ตั้งแต่ครั้งก่อนประวัติศาสตร์ได้เข้ามาอาศัยร่มเงาพร้อมกับถ่ายทอดอารมณ์ออกมาเป็นภาพเขียนฝาผนัง และให้มนุษย์สมัยประวัติศาสตร์ได้ดัดแปลงใช้เป็นศาสนสถาน โดยสกัดเอาเนื้อหินส่วนที่เป็นฐานของร่มเห็ดออกให้เป็นช่องโล่งกว้าง ทิ้งบางส่วนไว้ให้เป็นเสาค้ำยันส่วนหลังคา มีชื่อเรียกต่างๆ กันว่า หอนางอุสา กู่นางอุสา คอกม้าท้าวบารส ถ้ำพระ วัดพ่อตา วัดลูกเขย คอกม้าน้อย ฯลฯ มีการสลักหินเป็นภาพพระพุทธรูป สกัดพื้นพลาญหินให้เป็นร่องโดยรอบเพิงหินธรรมชาติเพื่อใช้เป็นที่ตั้งใบเสมาหิน และมีการขุดพื้นหินให้เป็นบ่อขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 2 เมตร ลึก 5 เมตร ขอบบ่อสูงจากลานหินประมาณ 1 เมตร เรียกว่า บ่อน้ำนางอุสา อย่างไรก็ตามมีบ่อน้ำรูปกลมอยู่หลายแห่งในบริเวณอุทยานฯภูพระบาทเป็นบ่อเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเรียกว่า กุมภลักษณ์ (Pot hole) โดยเกิดจากก้อนกรวด ก้อนหิน เม็ดทราย ที่กระแสน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากพัดพามาตกหมุนวนอยู่ในแอ่งเล็กๆ บนพลาญหิน กัดให้แอ่งเป็นหลุมใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น และลึกเว้าจนเป็นรูปก้นหม้อหรือรูปกระบอก กุมภลักษณ์ที่นี่ส่วนมากมีขนาดใหญ่ใช้เป็นที่ปลูกบัว และบางแห่งใช้เป็นบ่อเก็บน้ำของวัดไปก็มี
ธรณีวิทยา
ลานหินและเพิงหินที่พบในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเป็นชั้นหินของหมวดหินภูพาน มีอายุอยู่ในยุคครีเทเชียส ประกอบด้วย หินทรายชั้นหนา สีเทา ถึงเทาขาว เม็ดตะกอนมีขนาดปานกลางถึงหยาบ และหินทรายปนกรวดชั้นหนา เม็ดตะกอนประกอบด้วยแร่ควอรตซ์สีขาว หินภูเขาไฟ และหินเชิร์ตสีเทาถึงเทาดำ มีความมนค่อนข้างดี แต่การคัดขนาดไม่ดี ทำให้มีขนาดต่างๆ คละปะปนกันมาก ชั้นหินวางตัวเอียงเป็นมุมประมาณ 10 องศา ชั้นเฉียงระดับพบทั่วไปมีมุมเอียงประมาณ 15-20 องศา บนพลาญหินมีบ่อรูปหม้อขนาดใหญ่ทั่วไป
เพิงหินแบ่งออกได้เป็น 3 ชั้น คือ ชั้นฐานหรือพลาญหินเป็นหินทรายชั้นบาง และชั้นเฉียงระดับขนาดเล็ก มีเม็ดกรวดปะปนอยู่ตามแนวชั้นหินและชั้นเฉียงระดับ เห็นได้ชัดเจนที่ผนังบ่อของบ่อน้ำนางอุสาและบนพื้น หินทรายชั้นนี้มีเนื้อแกร่งกว่าหินทรายชั้นบนๆ ขึ้นไป ทำให้ทนทานต่อการผุพังได้มากกว่า ชั้นต่อมาเป็นชั้นที่มีลักษณะเป็นแท่งค้ำยัน เนื้อหินผุง่ายกว่าชั้นหินชั้นล่างและชั้นบน เป็นชั้นที่มนุษย์ก่อนประวัติประศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ได้จารึกหรือดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์ เม็ดตะกอนหลุดจากกันได้ง่าย เป็นผลทำให้เนื้อหินกร่อนไปได้รวดเร็วด้วยอิทธิพลของลมฝนและน้ำหลาก ลักษณะโครงสร้างและส่วนประกอบหินไม่ต่างจากชั้นหินชั้นบนและชั้นล่าง แต่การยึดเกาะระหว่างเม็ดตะกอนไม่ดี ชั้นหินชั้นบนสุดวางตัวเป็นหลังคา คลุมชั้นหินชั้นกลางที่ยังคงเหลืออยู่ หากชั้นหินชั้นกลางถูกทำลายให้หมดไป แท่นหินชั้นที่วางตัวอยู่ข้างบนจะตกลงมาวางกองอยู่บนชั้นฐาน นอกจากเพิงหินแล้วยังพบก้อนหินขนาดใหญ่ที่ธรรมชาติได้กัดกร่อนจนมีรูปร่างดังหินเจดีย์สมอง (รูปล่างขวา) ที่พบที่อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี และหมอนหินซ้อนที่พบที่ลานหมอนหินซ้อน ภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก
จากหลักฐานทางโบราณคดี มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่ภูพระบาท มีอายุประมาณ 3,000-4,000 ปีมาแล้ว ดังนั้นเพิงหินที่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทจึงควรจะต้องมีอายุยืนยาวมากกว่า 5,000 ปี และจะยืนยาวต่อไปอีกนาน ถ้ามนุษย์ปัจจุบันจะช่วยกันรักษาไม่ใช้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีสูงใดๆ มาเปลี่ยนแปลงสภาพของเพิงหินเหล่านี้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ยืนยาวมามากกว่า 5,000 ปี จะเปลี่ยนไปหมดภายในพริบตา
แผนที่ธรณีวิทยาและแผนที่เส้นทาง




