ภูพระอังคาร ตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์
ที่ตั้ง
ภูพระอังคารอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดบุรีรัมย์ประมาณ 74 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอนางรองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในแนวตรงประมาณ 12 กิโลเมตร ห่างจากเขาพนมรุ้งไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12.5 กิโลเมตร การเดินทางเข้าถึง ทำได้โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 จากกรุงเทพมหานครถึงจังหวัดสระบุรี แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ถึงทางแยกต่างระดับอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เลี้ยวขวาแยกต่างระดับอำเภอสีคิ้ว ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 24 ผ่านอำเภอโชคชัย อำเภอหนองกี่ ถึงอำเภอนางรอง จากอำเภอนางรองไปทางทิศตะวันออก 14 กิโลเมตร จะถึงบ้านตะโกให้เลี้ยวขวาไปทางทิศใต้ตามถนนลาดยางซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับทางไปปราสาทหินเขาพนมรุ้ง โดยระหว่างทางจากบ้านตะโกไปปราสาทเขาพนมรุ้ง จะผ่านบ้านดอนหนองแหน ที่บ้านดอนหนองแหนจะมีทางแยกขวามือไปทางทิศตะวันตกระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ไปสู่ภูพระอังคาร ระหว่างทางจะผ่านบ้านเจริญสุขและเหมืองหินของ บริษัท แบล็คซี จำกัด
ลักษณะของแหล่ง
ภูพระอังคารเป็นภูเขาขนาดเล็ก ตั้งโดดเด่นในบริเวณทุ่งนา มีรูปร่างกลมรี วางตัวอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ เช่นเดียวกับเขาพนมรุ้ง มีความยาวประมาณ 7.5 กิโลเมตร กว้างประมาณ 5 กิโลเมตร แผ่คลุมพื้นที่ประมาณ 37 ตารางกิโลเมตร มีความสูงจากที่ราบโดยรอบประมาณ 110 เมตร ยอดที่สูงที่สุดมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 331 เมตร
ภูพระอังคารเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว มีช่องทางการไหลของหินลาวาออกมาหลายจุดตามไหล่เขาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีปล่องปะทุชัดเจนอยู่บริเวณเกือบศูนย์กลางของภูเขา โดยปากปล่องภูเขาไฟเป็นแบบแคลดีรา(Caldera) เกิดจากการทรุดถล่มเป็นแนวซ้อนกันหลายชั้น มีความกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร พื้นที่ภายในแอ่งทรุดตัวนี้มีประมาณ 40,000 ตารางเมตร สันนิษฐานว่าแต่เดิมเป็นทะเลสาบ แต่ภายหลังน้ำระบายออกทางช่องด้านตะวันออก ภายในแอ่งทรุดตัวนี้มีภูเขาไฟเล็ก ๆ ปะทุมาภายหลัง มีขนาดปากปล่องประมาณ 15-20 เมตร และพบหินตระกรันภูเขาไฟบริเวณปล่องนี้ด้วย
บริเวณขอบปล่องด้านหนึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธบาทจำลองและวัดพระอังคาร อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์
ภูพระอังคารเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำหลายสาย ระบบการระบายน้ำของภูเขาไฟเป็นแบบรูปทางน้ำรัศมี (Radial drainage pattern) ทางน้ำต่างๆ จะแผ่กระจายจากเนินภูเขาไฟออกไปสู่ที่ราบโดยรอบ น้ำในแอ่งแคลดีราจะระบายลงสู่คลองลาดกล้วยทางทิศตะวันออก และไหลลงสู่ลำปะเทีย ทางน้ำส่วนใหญ่เป็นทางน้ำที่ไม่ไหลตลอดปี (Intermittent stream) เช่น ห้วยสวายสอ คลองชะล่าง ห้วยมะกอก คลองไผ่ คลองหินลาด คลองตาเขียว ลำน้ำเหล่านี้จะไหลลงสู่ลำนางรอง แล้วไหลลงแม่น้ำมูลในที่สุด
ลักษณะโครงสร้างรอยแยกรูปเสาหินเหลี่ยม (Columnar jointing)
รอยแยกรูปเสา ที่พบในหินบะซอลต์ภูพระอังคารเป็นโครงสร้างทางธรณีวิทยาของหินอัคนีที่แตกแยกเป็นแท่งยาวคล้ายเสาตั้งเรียงติดต่อขนานกัน มีขนาดสม่ำเสมอ เป็นรูปทรงเรขาคณิต แต่ละเสามีหน้าตัดเป็นรูปหลายเหลี่ยม โดยทั่วไปมักพบเป็นรูปสี่เหลี่ยมถึงหกเหลี่ยม เกิดจากการแปรสันฐานเนื่องจากการเย็นตัวและแข็งตัวของหินหนืดหรือลาวา ในขณะเย็นตัวจะมีการหดตัวเกิดขึ้นพร้อมกันไปด้วย ทำให้เกิดเป็นรอยแยกรูปเสา (Columnar joints) เสาเหล่านี้คนทั่วไปมักเรียกกันว่า เสาหินเหลี่ยม เสาหินเหล่านี้จะมีรอยแตกแนวตั้งฉากกับความยาวแท่งหิน เกิดขึ้นในช่วงบนที่ใกล้สัมผัสกับบรรยากาศ และเมื่อหินแตกหลุดออกตามรอยแตกนี้จะทำให้ได้แผ่นหินที่มีขอบเป็นรูปหลายเหลี่ยม ตามลักษณะของเสาหินเหลี่ยมนั้นๆ
รอยแยกรูปเสาที่เกิดที่หินบะซอลต์ภูพระอังคาร พบที่บริเวณเหมืองหินของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด นางรองศิลาทิพย์ เหมืองหินของ บริษัท แบล็คซี จำกัด อ่างเก็บน้ำโคกสำราญ อ่างเก็บน้ำบ้านหินลาด และอ่างเก็บน้ำคลองท่าล่าง
ธรณีวิทยา
ภูพระอังคารประกอบไปด้วย หินบะซอลต์ เกิดจากหินหลอมเหลวเคลื่อนตัวขึ้นมาปะทุตามรอยแยก (Fissure eruption) แทรกตัวขึ้นมาตามรอยแตกร้าวของเปลือกโลกที่มีขนาดใหญ่และลึก เป็นการประทุเงียบไม่ระเบิดรุนแรง อุณหภูมิของลาวาอยู่ในช่วงประมาณ 700 – 1,200 องศาเซลเซียส อันเนื่องมาจากเป็นลาวามีส่วนประกอบของธาตุ ซิลิกาค่อนข้างน้อย ทำให้มีความหนืดต่ำ (Low viscosity) เป็นสาเหตุทำให้ลาวาบะซอลต์ไหลเอ่อท้นปกคลุมพื้นที่ได้เป็นบริเวณกว้าง
ภูเขาไฟภูพระอังคาร มีลักษณะรูปร่างแบบลาวาโดม รูปฝาชีคว่ำฐานกว้างบริเวณปากปล่องภูเขาไฟพบตะกรันภูเขาไฟ (Scoria) ซึ่งเกิดจากการระเบิดของหินหลอมเหลว พบลักษณะการไหลของลาวาบะซอลต์เป็นแบบอาอา (aa) ทำให้ผิวชั้นลาวาปรากฏลักษณะผิวที่ขรุขระ และมีรูพรุนมาก ลักษณะแบบนี้เกิดจากการไหลของหินหลอมเหลวที่มีก๊าซปนอยู่มาก นักธรณีวิทยานำตัวอย่างมาวิจัยพบว่า หินบะซอลต์บริเวณนี้มีสีผิวสดเป็นสีเทาเข้ม (Dark gray (N3)) สีผิวผุเป็นสีน้ำตาล เข้มอมเหลือง (Dark yellowish brown (10 YR 4/2)) มีทั้งเนื้อพรุน และเนื้อแน่น โดยชั้นล่างเป็นหินเนื้อละเอียดแข็งแน่น ส่วนชั้นบนปรากฏลักษณะมีรูพรุน มีแร่แคลไซต์สีขาวและเหลืองเม็ดกลม ๆ ขนาด 2 มิลลิเมตร ตกผลึกอยู่ตามช่องว่างนั้นเป็นกลุ่ม คล้ายกับพวงองุ่น (Botryoidal texture)
หินที่รองรับหินบะซอลต์แตกต่างกันไปในแต่ละบริเวณ ส่วนใหญ่เป็นหินทราย และหินทรายแป้งปนหินกรวดมนสีน้ำตาลแดงของหมวดหินโคกกรวด อายุประมาณยุค ครีเทเชียสตอนปลาย (Late Cretaceous) บริเวณโดยรอบเนินเขามีหินบะซอลต์อีกส่วนหนึ่งที่ไหลไปกับพื้นราบและมีตะกอนยุคควอเทอร์นารีปิดทับ
แผนที่เส้นทางและแผนที่เส้นทาง



