แก่งตะนะ

แก่งตะนะ ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

ที่ตั้ง

แก่งตะนะตั้งอยู่ในท้องที่ต่อเนื่องระหว่างตำบลเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร กับตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โดยอยู่ห่างจากจังหวัดอุบลราชธานีไปในทิศตะวันออกประมาณ 90 กิโลเมตร การเข้าถึงพื้นที่ทำได้โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 217 จากจังหวัดอุบลราชธานีไปทางช่องเม็ก ซึ่งจะผ่านอำเภอวารินชำราบและอำเภอพิบูลมังสาหาร เมื่อถึงอำเภอพิบูลมังสาหารให้เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 2713 ไปช่องเม็ก เมื่อถึงบ้านคำเขื่อนแก้ว ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 37 ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2269 ซึ่งจะสุดทางที่แก่งตะนะ หรือจะใช้เส้นทางหลวงสาย 2222 (พิบูลมังสาหาร-โขงเจียม) ก็ได้ โดยแยกจากเส้น 217 ข้ามแม่น้ำมูลที่อำเภอพิบูลมังสาหาร ไปตามเส้นทางหลวงสาย 2222 แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปสู่เส้นทางแก่งตะนะที่ประมาณ 4 กิโลเมตรก่อนถึงอำเภอโขงเจียม
แก่งตะนะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุม 50,000 ไร่ คำว่า ตะนะ เชื่อกันว่ามาจากคำว่า มรณะ เพราะบริเวณนี้มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว และมีโขดหินใหญ่น้อยอยู่ทั่วไป ตลอดจนมีถ้ำใต้น้ำหลายแห่ง ชาวบ้านที่สัญจรไปมาทางน้ำหรือออกจับปลา ซึ่งพบมีอยู่ชุกชุมในบริเวณแก่ง มักจะประสบอุบัติเหตุเรือล่ม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอยู่เนือง ๆ ชาวบ้านจึงเรียกแก่งนี้ว่า แก่งมรณะ

ลักษณะของแหล่ง

แก่งตะนะเป็นแนวของโขดหินขนาดใหญ่กั้นขวางแม่น้ำมูล เหนือแก่งขึ้นไปทางต้นน้ำเป็นเกาะขนาดใหญ่อยู่กลางลำน้ำมูล แยกให้แม่น้ำมูลทางต้นน้ำหรือหัวเกาะแตกออกเป็นสองสาย แล้วมาบรรจบกันอีกครั้งที่ปลายเกาะแล้วไหลผ่านแก่งตะนะลงสู่แม่น้ำโขงที่ อำเภอโขงเจียม เกาะนี้เรียกกันว่า ดอนตะนะ เป็นสันดอนทราย (Sand bar) ที่มีขนาดกว้างประมาณ 450 เมตร และยาวประมาณ 700 เมตร เป็นดอนที่มีต้นสักธรรมชาติขึ้นอยู่หนาแน่น และเป็นป่าดิบแล้ง
แก่งตะนะและดอนตะนะมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด หน้าแล้งน้ำน้อยตรงจุดท่องเที่ยว จะเห็นแนวแก่งหินทอดยาว จากฝั่งแม่น้ำมูลด้านทิศใต้ ไปทางดอนตะนะส่วนหนึ่ง และทอดยาวไปที่ฝั่งแม่น้ำมูลด้านทิศเหนืออีกส่วนหนึ่ง โดยมีช่องทางน้ำไหลผ่านเป็นช่วงๆ ในหน้าฝนน้ำมาก แก่งทั้งหมดจะจมอยู่ใต้น้ำ

ธรณีวิทยา

โขดหินแก่งตะนะ เป็นชั้นหินทรายในหมวดหินภูพาน (Phu Phan Formation) ของกลุ่มหินโคราช (Khorat Group) มีอายุอยู่ในยุคครีเทเชียส (135-65 ล้านปี) เป็นชั้นหินทรายปนกรวด (Conglomeritic sandstone) สลับกับชั้นหินทราย ซึ่งมีชั้นหินกรวดมน และชั้นหินทรายแป้งแทรก โดยชั้นหินทรายปนกรวดมีลักษณะเนื้อที่ประกอบไปด้วย เม็ดตะกอนที่มีขนาดเท่าเม็ดทรายและเม็ดทรายหยาบ เรียกว่า เนื้อปานกลางถึงเนื้อหยาบ มีสีขาว เทาขาว เทาเขียว น้ำตาลเหลือง และน้ำตาลอ่อน เม็ดกรวด (Pebble) ที่ปะปนอยู่ในเนื้อเป็นพวกควอรตซ์ (Quartz) สีขาว เชิร์ต (Chert) สีเขียวดำ หินทรายแป้ง (Siltstone) สีน้ำตาลแดง หินทัฟฟ์ (Tuff) และหินภูเขาไฟ ส่วนชั้นหินทรายมีสีขาว เทาขาว เทาเขียว เขียวอ่อน และน้ำตาลอ่อน ลักษณะเนื้อปานกลางถึงหยาบเช่นเดียวกับชั้นหินทรายปนกรวด สำหรับชั้นหินทรายแป้งมีสีน้ำตาลแดง

ชั้นหินที่แก่งตะนะเมื่อโผล่พ้นน้ำจะเห็นหลุมลึก ลักษณะกลมปรากฏอยู่มากมาย หลุมเหล่านี้มีหลายขนาด ทั้งขนาดใหญ่จนคนตกลงไปได้ จนถึงขนาดเป็นรูลึกเล็ก ๆ ภายในหลุมมักจะเห็นก้อนหิน กรวด ทราย กองอยู่ก้นหลุม หลุมเหล่านี้มีชื่อทางธรณีวิทยาว่า กุมภลักษณ์ (Pot hole) เกิดขึ้นจากการขัดสีของก้อนหิน ก้อนกรวดหรือเม็ดทราย ที่น้ำพัดพามากักอยู่ในแอ่งหรือร่องหรือรูเล็กๆ ถูกกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวและปั่นป่วน ปั่นให้เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาด้วยความเร็วสูงดังนั้นผนังบ่อจึงถูกกัดกร่อนให้กว้างและลึกลงทุกทีทุกทีจนเป็นหลุมขนาดต่าง ๆ กักขังก้อนหินกรวดหรือทรายนั้น ๆ ไว้ กุมภลักษณ์เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติทางธรณีวิทยาที่พบเห็นทั่วไปในบริเวณทางที่น้ำไหลผ่านชั้นหินทรายซึ่งมีลักษณะแข็งแกร่ง ทนทานต่อการผุพังสูง และกระแสน้ำไหลเชี่ยวในช่วงฤดูน้ำหลาก

การเกิดแก่งตะนะและดอนตะนะ

แก่งตะนะและดอนตะนะเป็นสิ่งกั้นขวางทางเดินของกระแสน้ำ ทำให้น้ำไหลผ่านไม่สะดวก ต้องเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหล เช่น ไหลอ้อมไปทางอื่น หรือไหลแยกออกเป็นสองสาขาอ้อมผ่านสิ่งกีดขวาง แล้วไปบรรจบกันอีกครั้งเมื่อผ่านพ้นสิ่งกีดขวาง ลักษณะแรกก่อให้เกิดทางน้ำสายใหม่ และลักษณะหลังก่อให้เกิดเป็นเกาะหรือแก่ง
แก่งตะนะเป็นโขดหินในลำน้ำ เกิดจากการที่น้ำไหลผ่านพื้นที่ที่เป็นชั้นหินแข็ง และน้ำไม่สามารถกัดกร่อนชั้นหินนั้นให้หลุดออกไปได้ทั้งหมด ยังมีบางส่วนที่คงทนต่อการกัดกร่อนเหลือทิ้งไว้ ดังนั้นส่วนที่โผล่พ้นน้ำจึงมีลักษณะเป็นแก่ง ส่วนดอนตะนะซึ่งมีลักษณะเป็นสันทรายใหญ่ มีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่นนั้น เมื่อวิเคราะห์สภาพทางกายภาพพบว่า เกิดอยู่ในบริเวณที่แม่น้ำโค้งตวัด ซึ่งบริเวณดังกล่าวนี้กระแสน้ำจะกัดเซาะริมฝั่งหัวโค้งด้านนอกให้พังทะลายลง ในขณะเดียวกันตะกอนที่พัดพามาจะสะสมอยู่ริมฝั่งหัวโค้งด้านในตรงข้ามกับหัวโค้งด้านนอก การกัดเซาะและการสะสมตะกอนดังกล่าว ทำให้ลำน้ำโค้งตวัดมากยิ่งขึ้น การเกิดดอนตะนะ สันนิษฐานว่า เกิดได้ 2 กรณี คือ

  • เป็นสันทรายที่เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนดินทรายที่แม่น้ำมูลพามาสะสมตัวเหนือแก่งตะนะ สันทรายนี้คงเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานมาก จึงมีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น
  • เป็นส่วนของฝั่งแม่น้ำมูลด้านทิศใต้ (ฝั่งอำเภอ สิรินธร) ที่ถูกแม่น้ำมูลตัดผ่านให้ขาดจากกันตามแนวรอยเลื่อนตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อให้เกิดลำน้ำสายใหม่ที่สั้นกว่าและตรงกว่า ไม่ต้องอ้อมผ่านส่วนที่โค้งเป็นตะขอ ในกรณีของดอนตะนะ กระแสน้ำในแม่น้ำมูลยังคงไหลผ่านทั้งลำน้ำสายเก่าและลำน้ำสายใหม่ แผ่นดินส่วนที่ตัดขาดออกไปจึงมีสภาพเป็นเกาะ ในอนาคตหากน้ำส่วนใหญ่ไหลไปตามลำน้ำสายใหม่ ลำน้ำสายเก่าจะเกิดการตื้นเขินจากตะกอนที่ถูกนำพามาสะสมนานเข้าตะกอนนี้จะขวางทางไหลของกระแสน้ำที่จะไหลไปตามลำน้ำสายเก่า ทำให้ลำน้ำเก่าถูกตัดขาดจากลำน้ำสายใหม่กลายสภาพเป็นบึงหรือทะเลสาบรูปโค้งคล้ายแอกเรียกว่า ทะเลสาบรูปแอก (Oxbow lake)

 

แผนที่ธรณีวิทยาและแผนที่เส้นทาง

ตรากรมทรัพยากรธรณี
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.